กาลามุลลอฮฺโรงเรียนเล็กๆ ที่ยามู

กุรอาน
คอลัม: 
เลนส์มุสลิม โดยอิบนุอับบาส

       เมื่อวันอังคารที่ 17 พ.ย.52 มีโอกาสไปเยี่ยมร.ร.กาลามุลลอฮฺ (ชื่อเต็มคือ "โรงเรียนอัลกุรอานและภาษา กาลามุลลอฮฺ") ที่ยามู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ครับ เป็นโรงเรียนระบบใหม่น่าสนใจไม่น้อยมีทั้งช่วงกลางวัน เปิดสอนเป็นหลักสูตรบูรณาการ (ศาสนาควบคู่สามัญ) ใช้ 4 ภาษาในการเรียนการสอน เริ่มเรียนตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงสามโมงเย็น และช่วงค่ำ (ตั้งแต่หกโมงเย็นถึงสองทุ่มครึ่ง) สอนอัลกุรอานระบบกีรออาตีต้นตำรับจากประเทศอินโดนีเซีย คุณภาพการสอนค่อนข้างสูงนักเรียนที่ไม่มีพื้นฐานภาษาอาหรับ (โดยเฉพาะด้านการอ่าน) มาก่อนเลยสามารถเข้าเรียนกีรออาตี (การอ่านอัลกุรอาน) ที่นี่ภายใน 3 ปีมาเรียนสม่ำเสมอก็สามารถจบอัลกุรอานได้แบบไม่ยากเย็น ปีแรกเรียนหนังสือกีรออาตี 5 เล่ม ปีที่สองและสามอ่านอัลกุรอานปีละครึ่งเล่ม

      แต่ที่พลาดโอกาสคือไปไม่ทันช่วงกลางวันที่ระบบการสอนเป็นหลักสูตรนานาชาติ (4 ภาษา, ไทย มลายู อาหรับ อังกฤษ) เพิ่งเปิดปีนี้เป็นปีที่ 2 นักเรียนมีแค่ชั้นอนุบาล 1-3, ประถมศึกษาปีที่ 1-2 และมัธยมศึกษา 1 เท่านั้น จึงไม่ได้เห็นบรรยากาศการเรียนการสอนของน้องๆ นักเรียน

      อ.สุนทร  ปิยวสันต์ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการเชิญชวนทุกคนไปเยี่ยมเยียนพร้อมทดสอบความ สามารถของนักเรียนด้านภาษา โดยเฉพาะนักเรียนป.2 ซึ่งผ่านการเคี่ยวเข็ญด้านภาษามาแล้วอย่างน้อยหนึ่งปีเต็ม นักเรียนทุกคนสามารถสนทนาเป็นภาษาต่างๆ ได้

      หลักสูตรที่ใช้ในการเรียนการสอนอ.สุนทรบอกว่าได้ร่างขึ้นเองโดยไปหยิบยืมรูปแบบ และแนวคิดมาจากหลายประเทศ อาทิ ตุรกี มาเลเซีย อินโดนีเซีย และออสเตรเลียบูรณาการให้เกิดความเหมาะสมกับนักเรียนไทยในพื้นที่มากที่สุด โดยแกนกลางของหลักสูตรนั้นอาศัยอัลกุรอาน เป็นตัวหลัก (สอดคล้องกับชื่อโรงเรียน "กาลามุลลอฮฺ" หมายถึงอัลกุรอาน) ทุกวิชาที่เปิดสอนนั้นต้องสอดคล้อง และมีความเกี่ยวข้องกับอัลกุรอานเพราะอัลกุรอานนอกจากจะอุดมไปด้วยศาสตร์ ต่างๆ แล้วยังมีเนื้อหาที่ขัดเกลาจิตใจของผู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนให้มีคุณธรรมควบ คู่ไปกับความรู้อีกด้วย

      นักเรียนแต่ละชั้น (ภาคกลางวัน) จะต้องท่องจำอัลกุรอานปีละ 2 ญุซอฺ (ญุซอฺแปลว่าภาคหรือส่วนในอัลกุรอาน ทั้งเล่มมี 30 ญุซอฺ) จบหกปี (ป.1- ป.6) ท่องได้ 12 ญุซอฺ หากเรียนต่อระดับมัธยมอีกหกปีก็จะท่องได้เกือบหมดเล่ม

      ได้เยี่ยมน้องๆ  (ภาคค่ำ) แล้วรู้สึกประทับใจครับ ตั้งแต่การแต่งกายจนถึงรูปแบบการเรียนการสอน ทุกคน (นักเรียนและครูผู้สอน) ใส่ชุดโต๊บยาวสีขาวสำหรับผู้ชาย ส่วนผู้หญิงสวมเสื้อกุรงและหิญาบ (ชุดแต่งกายของสตรีมุสลิม) สีดำ การเรียนสอนแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน ครูผู้ชายสอนเด็กนักเรียนชาย ครูผู้หญิงสอนเด็กนักเรียนหญิง

      อาคารเรียนปัจจุบัน (ระหว่างที่รออาคารเรียนหลังใหญ่ซึ่งกำลังสร้าง) ไม่มีอะไรมากครับ เป็นห้องโถงกว้างๆ  หลังคามุงจาก มีสวนต้นไม้พร้อมลำธารน้ำตกจำลองอยู่ตรงกลางห้องสร้าง บรรยากาศธรรมชาติดี เวลาเรียนทุกคนก็จะแยกย้ายกันไปตามกลุ่มของตนเอง คนเรียนกีรออาตีเล่มไหนก็ไปอยู่กับครูสอนกีรออาตีเล่มนั้นกลุ่มละไม่เกิน 15 คน ส่วนคนที่เรียนอัลกุรอาน (หมายถึงเรียนกีรออาตีจบ 5 เล่มแล้ว) ก็จะมีการสอนอ่านอัลกุรอานเป็นกลุ่มเฉพาะ หรือใครที่จบอัลกุรอานแล้วก็สามารถพัฒนาสมองด้วยการท่องจำอัลกุรอาน ตลอดทั้งปีก็จะมีนักเรียนผลัดเปลี่ยนเลื่อนชั้นอยู่เรื่อยๆ ไม่ต้องรอให้จบเทอม ใครอ่านจบเล่มไหนก็ไปสอบ จะมีกรรมการกลางเพียงผู้เดียวที่เป็นผู้ทดสอบและตัดสินว่านักเรียนคนใดจะ ผ่านเลื่อนชั้นหรือไม่? เพื่อความเป็นมาตรฐานเดียวกัน หลังจากเรียนเสร็จเวลาประมาณ 20.00 น. สภาพเดิมของห้องเรียนก็จะเปลี่ยนมาเป็นมุศ็อลลาที่ใช้ละหมาด

      มีเรื่องแปลกอยู่เรื่องหนึ่งครับ คือ ก่อนเวลาเรียนแม้เด็กที่นี่จะมีธรรมชาติแห่งความซนเหมือนเด็กทั่วไป ทั้งพูดคุยส่งเสียงดัง วิ่งเล่น และแกล้งกันไปมา แต่พอถึงเวลาที่ทุกคนต้องเข้าเรียนตามกลุ่มของตนแล้วกลับไม่มีนักเรียนคนไหน ลุกเดินเพล่นพล่าน ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น หรือแม้แต่การเล่นกับเพื่อนกลุ่มอื่นๆ ก็ไม่มี แม้ระยะห่างของแต่ละกลุ่มในขณะเรียนจะไกลกันไม่เกิน 1 เมตรก็ตาม จะมีก็แต่เสียงอัลกุรอานการฝึกอ่านกีรออาตี

      เพิ่งมาได้รับความกระจ่างจากอ.สุนทรผู้ทำหน้าที่สังเกตการณ์ ยืนดูนักเรียนและครูผู้สอนอยู่ห่างๆ ท่านได้ให้คำตอบว่าเทคนิคที่ใช้ควบคุมดูแลนักเรียนวัยกำลังซนเหล่านี้สิ่ง ที่ต้องคำนึงอันดับแรกคือ "หัวใจ"

      ประการ แรก ครูที่มาสอนที่นี่ (ทั้งช่วงกลางวันและช่วงค่ำ) ทุกคนต้องมาด้วยใจ ไม่มีใครคำนึงถึงเงินเดือนหรือค่าจ้างค่าตอบแทนเป็นหลัก การคัดสรรครูของที่นี่ไม่ได้เปิดรับสมัครอย่างโรงเรียนทั่วไป แต่จะใช้วิธีซุ่มมองศึกษาพฤติกรรมและความสามารถของ (ว่าที่) ครูผู้สอนอยู่ห่างๆ หากต้องตาต้องใจแล้วขั้นต่อมาก็คือการทาบทามขอให้มาร่วมสอน

      ประการ ที่สอง มีการอบรมครูผู้สอนทั้งด้านพฤติกรรมของครูที่ควรเป็นแบบอย่างให้แก่นักเรียน และเทคนิคการควบคุมการเรียนการสอนทุก 2 สัปดาห์โดยเฉพาะคุณครูหน้าใหม่ หนึ่งในนโยบายที่เห็นเป็นรูปธรรมคือ ไม่มีการใช้ไม้เรียวและคำพูดที่รุนแรงหยาบคาบ แม้พฤติกรรมที่แสดงอารมณ์โกรธออกมาเพราะถือว่านักเรียนสามารถสัมผัสและรับ รู้ความรู้สึกเหล่านี้ของคุณครูได้ ดังนั้นครูผู้สอนที่นี่จึงมีแต่การอบรมสั่งสอนด้วยความรัก ดุว่ากล่าวตักเตือนเมื่อนักเรียนทำความผิดอย่างเอ็นดูและเมตตา

      ประการ สุดท้ายคือ  หากมีเด็กที่เล่นกันขณะเรียน  ส่งเสียงดัง หรือกรณีที่อยู่เหนือการควบคุมของครูผู้สอนก็จะถูกอาเย๊าะ (อีกชื่อของอ.สุนทรที่เด็กๆ ใช้เรียกกันติดปากแปลว่า “คุณพ่อ”) เรียกมาพูดคุยซักถามปัญหาที่เกิดขึ้น และดูเหมือนว่าใครที่ถูกเรียกมาพูดคุยแล้วจำต้องโอนอ่อนตามคำตักเตือนทุก ครั้งไป

      ที่เขียนเล่ายืดยาวเช่นนี้ต้องการนำตัวอย่างดีๆ ให้สังคมได้เห็นครับ โดยเฉพาะสังคมแห่งการศึกษาที่มีเยาวชนเป็นตัวประกันอยู่ในเงื้อมมือของผู้ จัดการการศึกษาทุกคน

      ต้องไม่ลืมนะครับว่า "เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า" แต่ขอแต่งอีกสำนวนว่า "เด็กในวันวานคือคนสร้างผู้ใหญ่ในวันพรุ่ง" เช่นกัน

      โรงเรียน  สถาบันการศึกษาอื่นๆ แม้แต่ครูอาจารย์หรือพ่อแม่ผู้ปกครองเองน่าจะหาโอกาสไปเยี่ยมเยียนนะครับ เผื่อว่าจะได้แนวความคิดและไอเดียอะไรกลับมาบ้าง

      ไม่ปฏิเสธนะครับการรอคอยเวลาเพื่อเข้าไปยืน ณ จุดที่สามารถปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาไทยทั้งระบบ แต่การสร้างต้นแบบด้านการศึกษา ให้สังคมเห็นแล้วนำไปปฏิบัติตามก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย


Chat module by BoWoB Chat for Drupal