
ทำไมมุสลิมต้องเกลียดยิว
เขียนโดย webmaster เมื่อ 11 ธันวาคม, 2009 - 23:50.
คอลัม:
คุตบะฮฺ โดยอัดนาน ฮารูนพี่น้องผู้ศรัทธาทั้งหลาย ในปัจจุบันประชาชาติอิสลามกำลังเผชิญกับอุปสรรค ความยุ่งยากและเหตุการณ์ต่างๆมากมายที่นับว่าเป็นสิ่งท้าทายและเป็นปัญหาที่ ประชาชาติจำเป็นต้องหาทางแก้ไขและหาทางออก ซึ่งการยึดครองของยิวต่อดินแดนปาเลสไตน์นั้นเป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่มุสลิม กำลังประสบในปัจจุบัน การฆ่ามุสลิมทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ทั้งสตรีและคนชรา การเผามัสยิด การทำลายสิ่งก่อสร้างอาคารบ้านเรือนของมุสลิม การทรมานนักโทษ(ที่ถูกจับโดยไม่มีความผิดเว้นแต่เขากล่าว “ไม่ มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ มุฮัมหมัดเป็นศาสนฑูตของอัลลอฮฺฆ”) เหล่านี้มิได้เป็นสิ่งที่ถูกปิดบังแต่เป็นสิ่งที่พบเห็นได้และเป็นที่รับรู้ ของประชาคมโลกด้วยทั่วไป
เป็นที่รู้กันทั่วไปว่าระหว่างมุสลิมกับยิวนั้น ไม่มีความสัมพันธ์อื่นใดๆนอกจากความขัดแย้งและความเป็นศัตรู มุสลิมบางคนอาจจะเกิดความสงสัยและคลางแคลงใจว่า อิสลามนั้นสอนให้ประนามยิวหรือ?อิสลามนั้นสอนให้เป็นศัตรูกับยิวหรือ?เป็น มุสลิมแล้วต้องเกลียดยิวด้วยหรือ?เป็นมุสลิมแล้วจะคบกับยิวไม่ได้หรือ?
คุตบะห์วันนี้เราจะตอบปัญหาและความสงสัยคลางแคลงใจดังกล่าวโดยยึดตัวบทและอ้าง อิงหลักฐานจากอัลกุรอ่านและซุนนะหฺท่านรอซูล โดยพิจารณาเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีตและปัจจุบัน เพื่อเป็นการตักเตือนประชาชาติให้ตระหนักถึงจุดยืนของมุสลิมที่มีต่อยิว และสร้างความพร้อมของประชาชาติในการเผชิญหน้าต่อสู้กับยิว
พี่น้องร่วมอุดมการณ์ทุกท่าน
หากเราถามตัวเราเองหรือต่างศาสนิกถามเราว่า: ทำไมเราถึงเกลียดยิว???? เราจะมีคำตอบอย่างไร?
คำตอบที่เราต้องตอบคือ : เราเกลียดยิวเพื่อพระเจ้าของเรา มิใช่ด้วยอารมณ์ มิใช่ด้วยสีผิว มิใช่ด้วยภาษา แต่เราเกลียดยิวเพราะหลักศรัทธาของเราที่มีต่ออัลลอฮฺ
เราเกลียดยิวเพราะพวกเขาด่าอัลลอฮฺ ประนามอัลลอฮฺ พวกเขาใส่ร้ายต้องพระผู้อภิบาลของพวกเขาต่างๆนา เช่น พวกเขากล่าวว่า “พระ หัตถ์ของอัลลอฮ์นั้นถูกล่ามตรวน” อัลกุรอ่าน (อันนิซาอฺ: 64) และพวกเขายังได้กล่าวร้ายต่ออัลลอฮฺว่า “อัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ยากจน” (ซูเราะห์อาลอิมรอน :181) ไม่ใช่แค่นั้นพวกเขายังได้ให้ร้ายต่ออัลลอฮฺว่าพระองค์มีบุตรฺโดยพวกเขา กล่าวว่า “อุซัยร์เป็นบุตรของอัลลอฮ์” (เตาบะห์:30) นี่เป็นเพียงบางส่วนของการใส่ร้ายของพวกยิวต่ออัลลอฮฺ
นอกจากนั้นแล้วที่เราเกลียดยิวก็เนื่องจากพวกเขาฆ่าบรรดาศาสนฑูตของอัลลอฮฺ ดังที่มีระบุในอัลกุรอานเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “และการที่พวกเขาฆ่าบรรดานะบี โดยปราศจากความเป็นธรรมด้วยและเราจะกล่าวว่าพวกเจ้าจงลิ้มการลงโทษแห่งเปลว เพลิงเถิด” อันนิซาอฺ 155
พี่น้องทั้งหลาย
ไม่ใช่อัลกุรอานเท่านั้นที่พูดถึงคำพูด คำด่าทออันชั่วช้าของยิวที่ได้กล่าวร้ายต่ออัลลอฮฺ แม้แต่คัมภีร์ตัลมูดของยิวเอง ก็ยังมีระบุถึงการด่าทอและให้ร้ายต่ออัลลอฮฺตะอาลา เช่น
- ในคัมภีร์ตัลมูดของยิวนั้นได้ระบุว่า “พระเจ้านั้นมิได้บริสุทธ์จากความสะเพร่า ความโมโห และการโกหก”
- ในคัมภีร์ดังกล่าวเช่นกันได้ระบุว่า “บรรดานักบวชยิวนั้นอยู่เหนือกว่าพระเจ้า และพระเจ้าจำเป็นต้องปฎิบัติในสิ่งที่บรรดานักบวชยิวนั้นต้องการ”
- และยังมีระบุในคัมภีร์เล่มเดียวกันนี้ว่า “ในทุกๆวันนี้พระเจ้าจะใช้เวลาสามชั่วโมงในการหยอกล้อกับกษัตริย์แห่งเหล่าปลาทั้งหลาย”
- ในหนังสือดังกล่าวยังได้เขียนอีกว่า “ยิว นั้นเป็นที่รักยิ่งของอัลลอฮฺมากกว่าบรรดามาลาอีกะฮฺ(เทวฑูต) และผู้ใดก็ตามที่ตบหน้ายิว ก็เปรียบเสมือนเขาได้ทำร้ายสักศีความเป็นพระเจ้า”
- อีกหนึ่งการใส่ไคล้ของยิวต่ออัลลอฮฺคือยิวได้อ้างว่า “พระเจ้านั้นจะปรึกษาบรรดานักบวชศาสนายิวที่อยู่บนโลกเมื่อเกิดปัญหาบนชั้นฟ้าที่พระเจ้าไม่สามารถแก้ไขได้”
- ในคัมภีร์ตัลมูดของยิว ยังมีระบุอีกว่า “คำสั่งสอนของบรรดานักบวชยิวนั้น ไม่มีผู้ใดสามารถปฎิเสธหรือเปลี่ยนแปลงได้ แม้แต่พระเจ้าเอง”
พี่น้องคงเห็นแล้วใช่ไหมครับว่า จากคำพูดที่ชั่วร้ายและการด่าทอใส่ร้ายของยิวต่ออัลลอฮ์นั้น สมควรแล้ว หรือวาญิบด้วยซ้ำไปที่มุสลิมที่ต้องแสดงความรังเกียจต่อยิว
ยิวนั้นสามารถกล่าวหาใส่ร้ายแม้กระทั่งอัลลอฮฺพระผู้ทรงสร้างและอภิบาลพวก เขา แล้วนับประสาอะไรกับมนุษย์อื่นๆ พวกเขาก็ยิ่งด่าทอและดูถูกเหยียดหยามเสมือนหนึ่งว่ามนุษย์ที่มิใช่ยิวนั้น ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ดังที่มีระบุในคัมภีร์ตัลมูดของยิวว่า “ตัวอ่อนหรืออสุจิของคนที่ไม่ใช่ยิวนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากสัตว์เดรัจฉาน” หรือยังมีระบุในคัมภีร์ยิวว่า เป็นการจำเป็นอย่างยิ่งต่อชาวยิวที่จะต้องพยายามสุดความสามารถในการที่จะขัด ขวางการมีอยู่ของประชาชาติอื่นๆบนโลกนี้เพื่อที่ชนชาติยิวจะได้มีอำนาจแต่ เพียงผู้เดียว ยิวยังอ้างอีกว่า“หากพระเจ้าไม่ทรงสร้างชาวยิวแล้ว โลกนี้ก็ไม่มีความหมายใดๆ” หรือในคัมภีร์ของยิวเช่นเดียวกันที่กล่าวว่า “ผู้ที่มิได้อยู่ในศาสนายิวนั้นไม่ต่างอะไรกับสุกรที่สกปรก”
แม้กระทั่งการข่มขืนผู้หญิงอื่นที่มิใช่ยิวพวกเขาก็ถือว่าเป็นสิ่งที่กระได้ โดยมีระบุ ในคัมภีร์ของพวกเขาว่าอย่างชัดเจนว่า “บุรุษยิวมีสิทธิ์ในการข่มขืนสตรีที่ไม่ใช่ยิวและไม่เป็นความผิดใดๆในกรณีที่ยิว ละเมิดความบริษุทธิ์ต่อผู้หญิงอื่นที่ไม่ใช่ยิว เนื่องจากพันธะการแต่งงานของผู้อื่นที่ไม่ใช่ยิวนั้นถือเป็นโมฆะ ฉะนั้นสตรีที่ไม่ใช่ยิวนั้นเปรียบเสมือนสัตว์ตัวหนึ่ง ซึ่งในบรรดาหมู่สัตว์แล้วพันธะสัญญาใดๆก็ถือเป็นโมฆะ”
พี่น้องทั้งหลาย เห็นหรือยังว่าความเชื่อที่ชั่วช้า คำกล่าวหาที่สกปรกโสมมที่ยิวที่ยึดถือปฎิบัตินั้น มันบังคับให้เราชาวมุสลิมต้องต่อต้านต่อสู้และเป็นศัตรูกับยิวและวันกิยามะ หฺจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะมีการต่อสู้ทำสงครามระหว่างมุสลิมกับยิว และมุสลิมจะฆ่ายิว แม้กระทั้งก้อนหินก็จะบอกให้มุสลิมมาฆ่ายิวที่หลบอยู่ข้างหลัง ดังที่ฮาดีสเศาะเฮียะหฺบุคอรียฺที่เราๆท่านๆรู้จักกันดี
คุตบะห์ที่ 2
พี่น้องผู้มีอุดมการณ์แห่งอิสลามทั้งหลาย
ที่เราต้องเกลียดและต่อต้านยิวนั้น สาเหตุส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าชาวยิวนั้นได้ประนาม ได้กล่าวหา และเข่นฆ่าบรรดาศาสนฑูตของพระเจ้า โดยกล่าวหาท่านนบีอีซาว่าเป็นลูกที่เกิดมาจากการผิดประเวณี ถูกตั้งท้องมาในขณะที่มารดาอยู่ในช่วงมีประจำเดือน กล่าวหาว่านบีอีซาถูกสาปแช่ง หลงทาง โง่เขลา หลอกลวงลูกหลานชาวอิสราเอล และยังได้กล่าวหาว่านบีอีซานั้นถูกตรึงบนไม้กางเขนจนเสียชีวิต และถูกทรมานในนรกลงในกระทะที่เต็มไปด้วยน้ำเสียสกปรกที่เดือดพล่าน ดังที่อัลลอฮฺดำรัสไว้ในซูเราะห์ “อันนิซาอ์ อายะห์ที่ 155-156”
พี่น้องผู้มีอีหม่านทั้งหลาย อันที่จริงความชั่วช้าของยิวที่เราได้ฟังมาเบื้องต้นทั้งหมดนี้ โดยเฉพาะที่กล่าวหา ใส่ร้ายอัลลอฮฺตะอาลานั้น ก็เป็นเหตุผลเพียงพอแล้วที่ต้องต่อต้าน ต่อสู้และเป็นศัตรูกับยิว ถึงแม้ว่าความสกปรกโสมม ความอธรรม ของยิวที่กระทำกับประชาชาติอิสลามนั้น ยังมีอีกมากมายนัก ซึ่งเราจะพูดถึงเรื่องนี้ในคุตบะห์ครั้งต่อไปอินชาอัลลอฮฺ



ความคิดเห็นล่าสุด
1 สัปดาห์ 6 days ก่อน
3 weeks 2 days ก่อน
3 weeks 2 days ก่อน
4 weeks 3 days ก่อน
4 weeks 6 days ก่อน
6 weeks 5 days ก่อน
7 weeks 3 days ก่อน
8 weeks 6 days ก่อน
10 weeks 15 hours ก่อน
10 weeks 5 days ก่อน