เมื่อเชคอัซฮัรเป็นศัตรูกับการปิดหน้า

เชคซัยยิด ฎ็อนฎอวีย์

        เมื่อฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศคริสต์ได้ห้ามมิให้มุสลิมะห์สวมฮิญาบในโรงเรียน หรือเมื่อนายนิโคลา ซาร์โกซีประธานาธิบดีของฝรั่งเศสได้ออกฟัตวาว่าการปิดหน้าเป็นการกดขี่สตรี จึงห้ามการปิดหน้าในสถานที่ราชการ ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะทั้งฝรั่งเศสและนายซาร์โกซีก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับอิสลามอยู่แล้ว

        แต่จู่ๆเชคซัยยิด ฎ็อนฎอวีย์ หรือที่หลายๆคนเรียกว่าเชคอัซฮัรออกมากล่าวว่าการปิดหน้านั้นไม่ใช่หลักการ ของศาสนาและบอกว่าการปิดหน้านั้นไม่เป็นที่ต้อนรับในมหาลัยอัลอัซฮัร อันนี้ซิครับที่เรียกว่าแปลก แปลกเพราะผู้นำสูงสุดของมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งใน มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดที่สอนวิชาการศาสนาอิสลาม แทนที่จะสนับสนุนและเรียกร้องให้มีการรักษาและปฏิบัติหลักการของศาสนาแต่ กลับปฏิบัติตรงกันข้าม กลับต่อต้านหลักการของศาสนาที่บรรดาอุลามาอฺตั้งแต่สมัยสลัฟไม่เคยมีใครขัด แย้งเลยว่า นิกอบ หรือการคลุมหน้าสำหรับมุสลิมะห์นั้นเป็นเรื่องของหลักการศาสนาและมีความ ประเสริฐอย่างแน่นอน ถ้าเราจะบอกว่าเชคอัซฮัรคนนี้ไม่มีความรู้หรือมีความรู้เท่าๆกับนายซาร์โกซี ก็คงไม่ใช่ เพราะเชคฎ็อนฎอวีย์คนนี้ก็จบดอกเตอร์ด้านศาสนา(ขอวงเล็บหน่อยว่าจบดอกเตอร์ ด้านศาสนาอิสลาม เดี๋ยวผู้อ่านจะเข้าใจผิด) แล้วเหตุใดถึงออกฟัตวานอกลู่นอกทางเช่นนี้? แล้วไม่ใช่แค่ออกฟัตวาเท่านั้น แถมยังออกกฎบังคับให้นักศึกษามุสลิมะห์ทำตามฟัตวานอกลู่นอกทางนี้ด้วย? ผู้สันทัดกรณีบางคนก็วิเคราะห์ว่าที่เชคอัซฮัรต้องฟัตวาเช่นนี้เพราะรู้สึก เสียหน้าที่ตอนที่เข้าไปเยี่ยมห้องเรียนห้องหนึ่งและบอกให้เด็กนักเรียน ผู้หญิงคนหนึ่งเปิดหน้าแต่เด็กคนนี้ไม่ยอมก็เลยจำเป็นต้องออกฟัตวานี้โดยมี รายงานว่าเชคอัซฮัรได้กล่าวกับเด็กคนนั้นอย่างมีอารมณ์โมโหว่า “ถ้าเธอเป็นคนสวย เธอจะทำอย่างนี้หรือ? (หมายถึงว่าถ้าเธอเป็นคนสวยเธอ เธอก็คงจะไม่ปิดหน้าหรอก?)” และกล่าวอีกว่า “ฉันรู้เรื่องศาสนามากกว่าเธอและมากกว่าคนที่ให้กำเนิดเธอมา” ด้วยเหตุนี้เองทำให้เชคอัซฮัรจำเป็นต้องออกมาประกาศว่าการปิดหน้าไม่มีใน ศาสนา แต่บางคนกลับวิเคราะห์ไปไกลว่า ทำไมเรื่องฉาวๆแบบนี้ต้องมาเกิดขึ้นพร้อมๆกับที่ยิวได้บุกเข้าไปในมัสญิดอัล อักศอ หรือเชคอัซฮัรรับใบสั่งมาเพื่อหันเหสื่อจากเหตุการณ์นี้? แต่จะด้วยเหตุใดก็ตาม มันก็ได้เกิดขึ้นแล้วและการกระทำของเชคอัซฮัรในครั้งนี้ก็มีผลลัพธ์ที่ ร้ายกาจอย่างไม่น่าเชื่อคือด้านในประเทศนั้นมันไปเข้าทางพวกที่มีหัวคิดค่า นิยมตะวันตกและบรรดาสื่อที่คอยจับประเด็นโจมตีหลักการอิสลามและได้สร้างความ ฮึกเหิมและเพิ่มความรุนแรงในการต่อต้านอิสลามมากขึ้น ถึงขั้นที่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขของอียิปต์ได้เอาเป็นข้ออ้างเพื่อไล่ บรรดาพยาบาลที่ไม่ยอมเปิดหน้าให้ออกจากงาน ไม่ใช่แค่นั้นแต่ผลเสียหายยังไปถึงมุสลิมะห์ที่อาศัยอยู่ต่างประเทศเพราะ เรื่องนี้ได้ถูกสื่อและนักการเมืองประเทศตะวันตกเช่นฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมันประโคมข่าวและเอามาเป็นข้ออ้างเพื่อห้ามการสวมฮิญาบและนิกอบในประเทศ เหล่านี้ ถึงขึ้นที่สื่อบางสื่อในเยอรมันได้เอาเรื่องนี้มาเป็นข้อแก้ตัวให้กับ อาชญากรชาวเยอรมันที่ก่อเหตุฆาตกรรมมุสลิมะห์ที่เป็นข่าวโด่งดังเมื่อไม่กี่ เดือนที่ผ่านมา

        บทเรียนที่เราได้จากเหตุการณ์นี้คือ ถ้าหากคุณเป็นผู้นำของสังคมหรือผู้นำศาสนา เช่นเป็นอิหม่าม เป็นอุสต๊ะ เป็นโต๊ะครู เป็นจุฬาหรือมีตำแหน่งที่สังคมให้การยอมรับ คุณควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งที่จะแสดงความคิดเห็นหรือตัดสินเรื่องที่ เกี่ยวกับศาสนา เพราะผลลัพธ์ที่จะตามมานั้นมันอันตรายอย่างมหาศาลจนบางทีเราอาจจะคาดไม่ถึง เลยทีเดียว ส่วนเราๆท่านๆที่ไม่ได้เป็นผู้นำหรือไม่ได้มีตำแหน่งใดๆในสังคมก็ต้อง ไตร่ตรองและตรวจสอบสิ่งที่ออกมาจากปากของผู้นำว่ามันตรงกับหลักการของศาสนา อย่างแท้จริงหรือไม่?


Chat module by BoWoB Chat for Drupal