นิสัยเหมือนใครหว่า ?

คอลัม: 
อับดุลอะซีซ โสภณวสุ

       ยังไม่มีผลการสรุปวิจัยที่ยืนยันได้ 100 % ว่า การที่คุณแม่ขี้โมโหหรือชอบหงุดหงิดขณะตั้งครรภ์นั้นส่งผลถึงลูกหรือไม่ แต่ก็มีการสันนิษฐานและข้อสรุปกันอยู่บ้างว่า เมื่อคุณแม่โกรธก็จะหลั่งฮอร์โมนออกมา ซึ่งส่งผลให้ลูกนั้นขี้หงุดหงิดไปด้วย แต่หากคุณแม่อารมณ์ดีก็จะหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ลูกก็จะสัมผัสซึมซับไปด้วย และเมื่อคลอดออกมา ทารกที่อารมณ์ไม่ดีก็จะขี้ร้องโวยวายและเลี้ยงยากหน่อย ส่วนทารกที่อารมณ์ดีก็จะไม่ค่อยร้อง เลี้ยงง่าย ซึ่งเรื่องแบบนี้ก็น่าจะมีความเป็นไปได้สูง

        โดยธรรมชาติคนท้องก็จะมีอารมณ์ที่ไม่ปกติ หงุดหงิดง่าย โกรธง่าย เศร้าง่าย ของคนกาฟิรฺเขาแก้ด้วยการให้ฟังเพลงผ่อนคลาย แต่ของเราคงไม่ฟังเสียงร่ายมนต์เรียกชัยฏอนเช่นนั้น ของเราก็มีการผ่อนคลายด้วยการอ่านอัลกุรอาน และซิกรุลลอฮฺต่างๆ

        แต่สำหรับกรณีเด็กทารกหรือเด็กเล็กก็คงจะไม่เป็นปัญหาหรือส่งผลใดๆเมื่อโตขึ้น มา เพราะนิสัยและพฤติกรรมของคนเมื่อโตมานั้นก็ขึ้นอยู่กับการอบรมบ่มนิสัย หรือการมีจิตสำนึกรู้จักผิดชอบชั่วดี

        เป็นเรื่องแปลกว่าพ่อแม่บางคนเมื่อไม่พอใจพฤติกรรมของลูก หรือเห็นว่าลูกมีนิสัยแย่นั้น ก็มักไปโทษคนอื่น โดยมากก็โทษไปที่ครู ทั้งๆที่ชีวิตโดยส่วนใหญ่ของลูกไม่ได้อยู่ที่กับครู เพราะโรงเรียนมีครูหลายคนเหลือเกิน จึงยากที่ลูกจะได้สัมผัสซึมซับครูคนใดคนหนึ่งเป็นพิเศษ

        คนที่มีอิทธิพลต่อลูกมากที่สุดก็คือพ่อแม่ ไม่ว่าจะใกล้ชิดหรือไม่ก็ตาม ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า “เด็ก ทุกคนเกิดมาบนความบริสุทธิ์ ดังนั้นพ่อแม่ของเขาทำให้เขาเป็นยะฮูดีย์ (ยิว) ก็ได้ หรือเป็นนัศรอนีย์ (คริสเตียน) ก็ได้ หรือพวกบูชาไฟก็ได้” (บันทึกโดยบุคอรีย์)

        ไม่ได้หมายความว่าเฉพาะเรื่องศาสนาเท่านั้นที่พ่อแม่มีอิทธิพลต่อลูกมากที่สุด แต่หะดีษนี้หมายถึงว่า ทุกคนเกิดมาเสมือนผ้าขาว แต่พ่อแม่และสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นตัวแต่งแต้มสีให้

        โดยธรรมชาติเด็กผู้ชายนั้นก็มักรับนิสัยจากพ่อโดยไม่รู้ตัว และเด็กผู้หญิงก็มักจะรับจากแม่โดยไม่รู้ตัวเช่นกัน ถึงแม้ว่าเขาจะพอใจหรือไม่พอใจในตัวพ่อแม่ของเขาหรือไม่ก็ตาม มันจึงมีสุภาษิตว่า “ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่” สิ่ง นี้เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ ถึงแม้ลูกๆบางคนจะโตมาโดยรู้ว่าศาสนาความเชื่อ หรือนิสัยและพฤติกรรมของพ่อแม่นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่กระนั้นก็ตามมันก็อาจมีนิสัยบางข้อหลงเหลืออยู่ถึงจะเปลี่ยนศาสนาหรือ เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนดีแล้วก็ตาม

        เด็กผู้ชายบางคนที่ไม่ได้ใกล้ชิดพ่อ อย่างกรณีพ่อแม่แยกกันอยู่ เมื่อใดก็ตามที่ได้พบเจอพ่อ แม้ว่าเพียงแค่ไม่กี่นาที ลูกก็จะเลียนแบบบุคลิกนิสัยหรือแนวคิดบางส่วนไปทันที

        มีเยาวชนจากภาคใต้บ่นผ่านทางเว็บไซท์ www.mureed.com ว่าถูกพ่อแม่บ่นว่า “ดูสิ มันไปตามมุรีดกันหมดแล้ว !” ลูกๆบางคนรักดี ศึกษาศาสนาเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดี เรียนรู้แนวทางที่ถูกต้อง พ่อแม่ก็อย่าไปต่อว่าลูก ก็ให้คิดว่าไอ้ข้อดีของลูกเนี่ย เป็นเพราะมันมีจิตสำนึกดีหรือไม่มันก็อาจจะมาจากการอบรมเลี้ยงดูของเราก็ได้ หรืออย่างถ้ามีลูกสาวหันไปคลุมหน้าคลุมตา ก็อย่าไปด่า เพราะเราอาจอบรมบ่มนิสัยให้ลูกรักความดี รักความถูกต้อง ลูกก็เลยไปศึกษาแล้วก็เลือกในสิ่งที่ถูกต้อง

        เช่นเดียวกันเมื่อลูกบางคนมีนิสัยขี้โมโห ใจร้อน หรือบางคนมีนิสัยดื้อ หรือมีพฤติกรรมเกเร ก็อย่าได้ไปโทษคนอื่น อย่าไปโยนความผิดให้ครูบาอาจารย์ และให้หันกลับมามองดูตัวเองนี่แหละ ว่าที่เห็นนั้นคือตัวเราในกระจกหรือเปล่า


Chat module by BoWoB Chat for Drupal