หิญาบของชาวคำภีร์

มุสลิมะห์คลุมฮิญาบ บรรยายกาศที่เห็นจนชินตาในยุโรป
คอลัม: 
อิบนุอาลีอัลนัดวีย์

       สังคมในปัจุบันได้เปลี่ยนไปทุกขณะไม่หยุดนิ่ง เหมือนน้ำที่ไหลไปแล้วโดยไม่ย้อนกลับมาจนกระทั่งอารยธรรม แนวความคิดและอุดมการณ์ต่างๆจากทุกสารทิศ ต่างถาโถมเข้าหากัน หากชาติไหนเด่น หรือมีอำนาจมากกว่า ทั้งในด้านธุกิจ ด้านการเมือง การค้าหรือด้านๆอื่น ชาตินั้นก็จะกลายเป็นที่นิยมชมชอบ ไปโดยปริยาย ยิ่งหากเรามองถึงสังคมไทยในปัจจุบันแล้ว แฟชั่นการแต่งกายแบบเทรนญี่ปุ่นเกาหลีกำลังเป็นที่ฮิตนิยมกัน แต่หากเรามองถึงอิสลามยังมีมุสลีมะฮ์ที่ยังคงยึดมั่นในหลักการ ที่ยังปิดหน้าคลุมหิญาบ ซึ่งท้าทายกระแสสังคมในปัจจุบัน แม้กระทั้งหากสตรีมุสลีมะฮ์เหล่านี้ เดินผ่านกลุ่มวัยรุ่นก็จะดูเหยียดหยามทางสายตาว่า เชยหรือล้าสมัย ไม่ตามสมัยนิยม แต่หากเรามาพิจารณาสักนิดในเรื่องของหิญาบ มันมิได้เป็นสิ่งแปลกใหม่ที่อิสลามได้มอบของขวัญชิ้นสำคัญ ให้กับบรรดาสตรีหรอก แต่ทว่ามันคือสิ่งที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม แม้กระทั่งในหมู่ของชาวคำภีร์ คือ ยิวและคริสเตียน ก็ตาม ดั่งปรากฎในบทปฎมกาล (24:64-65) “เรเบคาร์เงยหน้าขึ้น เมื่อแลเห็นอิสอัค (อิสฮาก) นางก็ลงจากอูฐ เพราะนางได้พูดกับคนใช้นั้นว่า “ชายคนโน้นที่กำลังเดินผ่านทุ่งนามาหาเรานั้นคือใคร” คนใช้นั้นตอบว่า “นายของข้ายเจ้าเอง” นางจึงหยิบผ้าคลุมหน้ามาคลุม และในวรรคที่ 38:13 “มีคนมาบอกนางทามาร์ว่า "ดูเถิด พ่อผัวของเจ้าไปบ้านทิมนาทจะตัดขนแกะ" 38:14 “นางจึงผลัดเสื้อสำหรับหญิงม่ายออกเสีย เอาผ้าคลุมหน้าห่มตัวไว้ไปนั่งอยู่ที่สถานที่กลางแจ้ง ริมทางที่จะไปบ้านทิมนาท ด้วยนางเห็นว่าเช-ลาห์โตขึ้นแล้ว แต่นางยังมิได้เป็นภรรยาของเขา“ 38:15 “เมื่อยูดาห์เห็นนางก็คิดว่าเป็นหญิงโสเภณี เพราะนางได้เอาผ้าคลุมหน้าไว้”

        นี่คือตัวอย่างเพียงเล็กน้อยจากคำภีร์ใบเบิ้ล ที่หยิบยกมาให้หนุ่มสาววัยรุ่นยุคใหม่ที่นิยมคลั่งไคล้ในวัตณธรรมของต่างชาติ โดยนิยมเลียนแบบพฤติกรรมชนชาติอื่นแม้กระทั้งคู่บ่าวสาวบางครั้งก็นิยมเข้าโบสถ์พิธีแต่งงาน แบบศาสนาคริสต์ แต่หารู้ไม่เจ้าสาวที่ใส่ชุดแต่งงาน สวยหรูแล้วมีผ้าบางๆเล็กๆปิดหน้าอยู่นั้น นั่นแหละคือสิ่งที่หลงเหลือให้เห็นอยู่ของศาสนาคริสต์ ซึ่งอิสลามเรียก มันว่า “ หิญาบ” แต่เราก็ไม่รู้ !!!!!!!!!!!


Chat module by BoWoB Chat for Drupal