ไทยแลนด์นิวส์ดารุสสลาม


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
หรือแจ้งการโอนเงิน
โทร.081-806-8681
หรือ 085-837-2805

วันสำคัญจำไม่ลืม

  • No upcoming events available

 

ขอดเกล็ดกระบวนการยุติธรรมชายแดนใต้ เหตุไฉนคำตอบสุดท้ายจึงไม่เคยแก้ปัญหา?

ผู้เดือดร้อนที่ต้องการถามหาความยุติธรรม

          ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ปะทุขึ้น อีกครั้ง หลังจากเกิดเหตุการณ์กราดยิงในมัสยิดบ้านไอปาแย อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2552 ที่เป็นเหตุให้ชาวบ้านจำนวนหนึ่งซึ่งกำลังละหมาดอยู่ในมัสยิดถึงแก่ความตาย และได้รับบาดเจ็บ

          หลังจากนั้นก็มีการฆ่าพระที่จังหวัดยะลา เหตุการณ์เหล่านี้มีผลดึงดูดความ สนใจจากสื่อให้กลับมาสู่ประเด็นปัญหาสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่อีกครั้ง และนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องราวกับว่าได้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นในปัญหาความ ไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งๆ ที่ความรุนแรงในสามจังหวัดนี้อันที่จริงเกิดต่อเนื่องแทบทุกวันนับตั้งแต่ ที่มีการปล้นปืนในค่ายกองพันพัฒนาที่ 4 ตำบลปิเหล็ง อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 เป็นต้นมา และผลของมันก็คือผู้คนล้มตายและบาดเจ็บจำนวนมาก ทรัพย์สินทั้งของทางราชการและเอกชนก็เสียหายจนเหลือจะกล่าว พูดได้ว่าเกิดซ้ำซากจนผู้คนเบื่อหน่ายที่จะติดตามข่าว บ้างก็หมดหวังกับการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนก็ตาม

          ประเด็นที่จะต้องพิจารณาก็คืออะไรคือปัจจัยหรือสาเหตุที่ทำให้ความรุนแรงของ เหตุการณ์หนักขึ้นหรือลดลง  ถ้ามองย้อนไปก่อนปี พ.ศ.2547 หาใช่ว่าเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะไม่เคยเกิดขึ้น อันที่จริงแล้วก่อนหน้านั้นก็มีเหตุการณ์ยิงและฆ่ากันเรื่อยมา เช่น การยิงป้อมตำรวจ ปล้นอาวุธปืนในค่ายทหาร แต่เหตุการณ์เหล่านั้นดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับความสนใจจากสาธารณชนและทางการ มากนัก โดยเฉพาะวิธีการจัดการปัญหาของรัฐบาลดูเหมือนจะไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามองเห็น สถานการณ์ในเวลานั้นเป็นเรื่องร้ายแรง

          เมื่อเกิดเหตุการณ์ปล้นปืนต้นปี 2547 ขึ้น ทัศนะของรัฐบาลก็ยังแสดงให้เห็นว่าไม่ได้มองเรื่องภาคใต้เป็นปัญหาจริงจัง ขนาดที่ผู้นำรัฐบาลชุดนั้นได้แสดงความมั่นใจว่าผู้ก่อเหตุเป็นเพียง "โจรกระจอก" และก่อนหน้านั้น (ปี พ.ศ.2545) ก็ได้สั่งยุบศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กับกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหารที่ 43 (พตท.43) แล้วปล่อยให้ตำรวจเป็นผู้ดูแลปัญหาเพียงลำพังมาแล้ว ผลการทำงานคือการสอบสวนทำคดีก็ปรากฏจุดอ่อนให้เห็นหลายต่อหลายครั้ง

          ผู้เขียนขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ปล้นปืนที่ค่ายทหารเล็กๆ ในตำบลบ้านแหร อำเภอธารโต จังหวัดยะลา ซึ่งเกิดขึ้นก่อนปี พ.ศ.2547 ในขณะนั้นได้มีการจับกุมกำนันและผู้ใหญ่บ้านตำบลบ้านแหรและลูกบ้านมาดำเนิน คดี เหตุการณ์นั้นนำไปสู่การรวมตัวกันของชาวบ้านที่ศาลากลางจังหวัดยะลาเพื่อกด ดันให้ปล่อยตัวกำนันและผู้ใหญ่บ้านที่ถูกดำเนินคดี เพราะชาวบ้านเชื่อว่าบุคคลที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเป็นผู้บริสุทธิ์ สุดท้ายตำรวจต้องยอมให้ได้รับการประกันตัวไป

          ในฐานะที่ได้มีโอกาสทำคดีนี้ ผู้เขียนพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลาได้ตั้ง คณะทำงานเพื่อสืบสวนสอบสวนแสวงหาพยานหลักฐาน พนักงานอัยการได้นำเสนอพยานหลักฐานต่อศาลเพื่อให้เห็นว่า กำนันกับผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงชาวบ้านที่บ้านแหร มีส่วนในการปล้นอาวุธปืนจากค่ายทหาร โดยมีพลทหารในหมู่บ้านคนหนึ่งซึ่งอยู่ในค่ายทหารในคืนเกิดเหตุให้การว่า เห็นกำนันและผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้สั่งการ โดยได้ยินเสียงและจดจำใบหน้าได้  แล้วบันทึกคำให้การของพยานพร้อมทั้งให้ลงลายมือชื่อนำส่งต่อศาล แต่เห็นได้ชัดว่าพยานรายสำคัญนี้มีปัญหาในเรื่องของความน่าเชื่อถือ

          มิหนำซ้ำต่อมาระหว่างที่มีการพิจารณาคดีนี้เมื่อประมาณปี พ.ศ.2548 เจ้าหน้าที่ตำรวจโดยพนักงานสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้จับกุมอุสตาซจำนวน 8 คน จากโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ จังหวัดยะลา และพนักงานอัยการได้ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 8 คนที่ศาลอาญา ในข้อหาว่าร่วมกันเป็นกบฏ ก่อการร้าย สะสมกำลังพลในเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายการข่าวของกรมสอบสวนคดีพิเศษได้เบิกความว่าจำเลยทั้ง 8 คนโดยการนำของอุสตาซ สะแปอิง บาซอ ได้วางแผนคบคิดกันเพื่อจะก่อความไม่สงบแบ่งแยกดินแดน และได้วางแผนปล้นปืนของทหารมาตั้งแต่ก่อนปี 2547 แล้ว โดยได้หยิบยกเอากรณีการปล้นปืนในช่วงปี 2545 และ 2546 รวมไปถึงกรณีการปล้นปืนที่บ้านแหร อำเภอธารโต จังหวัดยะลารวมเข้าไปในข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นแผนปล้นปืนของกลุ่มอุสตาซทั้ง แปดด้วย  ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่มีหลักฐานปรากฏแต่อย่างใดว่ากลุ่มบุคคลที่ถูกฟ้อง เพราะคดีปล้นปืนที่บ้านแหร อันได้แก่ กำนันและผู้ใหญ่บ้านที่บ้านแหรมีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับกลุ่มขบวนการ สะแปอิง บาซอ หรือโรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิเลย

          การทำคดีปล้นปืนบ้านแหรจึงน่าจะเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความ สับสนในด้านการข่าวของเจ้าหน้าที่หน่วยต่างๆ ที่ทำคดี ซึ่งเห็นได้ชัดว่าได้นำเสนอพยานหลักฐานที่มีความขัดแย้งและแตกต่างกันในชั้น ศาล คดีปล้นปืนบ้านแหรนั้น ศาลใช้เวลาในการพิจารณาคดีหลายปี จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2550  ศาลจังหวัดยะลาก็ได้มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมด

          สิ่งที่เหลือไว้สำหรับผู้เกี่ยวข้องที่ถูกฟ้องร้องคดีนี้ก็คือบาดแผลและความ ทรงจำของการถูกกล่าวหาและดำเนินคดี กับเวลาของชีวิตที่สูญเสียไป ยังมีคดีความมั่นคงแบบนี้อีกนับไม่ถ้วนที่ผู้ถูกฟ้องร้องต้องต่อสู้เป็นเวลา นานกว่าที่จะได้รับอิสรภาพและสะสางชื่อเสียงได้

          จริง อยู่ ตามหลักกฏหมายนั้นผู้บริสุทธิ์มีโอกาสต่อสู้เพื่อพิสูจน์ตัวเอง แต่กว่าที่พวกเขาจะต่อสู้จนหลุดรอดมาได้ ชีวิตและอิสรภาพของพวกเขาก็ขาดหายไปหลายปีเพราะคดี "ความมั่นคง" เหล่านี้

          ปัจจุบัน นี้ดูเหมือนว่าหลายฝ่ายจะมีสมมุติฐานเพียงอย่างเดียวเท่านั้นสำหรับ เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดภาคใต้ นั่นก็คือการ "แบ่งแยกดินแดน" คำถามสำคัญก็คือว่า สมมุติฐานนี้จะตอบโจทย์ของปัญหาสามจังหวัดได้หมดหรือไม่ หากสมมุติฐานนี้เป็นแต่เพียงสมมุติฐานทางวิชาการที่ตั้งไว้เพื่อจะนำมา วิเคราะห์เป็นข้อมูลทั่วไปก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะสุดท้ายก็เป็นเพียงการวิเคราะห์เท่านั้น เมื่อผิดพลาดก็ตั้งสมมุติฐานใหม่ได้ แต่ถ้านำสมมุติฐานนี้ไปใช้ในกระบวนการยุติธรรม ถามว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากคดีที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดนั้น พนักงานสอบสวนสรุปสำนวนการสอบสวนว่าคดีทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นคดีความมั่น คง และตั้งข้อหาเกี่ยวกับก่อการร้าย สะสมกำลังพล สะสมอาวุธ อั้งยี่ ซ่องโจร กับผู้ต้องหาซึ่งเป็นโทษหนักทุกคดี  ทั้งที่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอาจจะไม่ใช่มุสลิมก็ได้ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะไม่ได้เกิดจากมูลเหตุความต้องการแบ่งแยกดินแดน ทั้งหมดก็เป็นได้

          การตั้งธงมูลเหตุแบ่งแยกดินแดนไว้ในการทำคดีส่วนใหญ่ ย่อมหมายถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องมุสลิมในสามจังหวัด เพราะคงไม่มีการตั้งข้อหาการก่อการร้ายกับผู้ต้องหาที่นับถือศาสนาอื่น นิยามก่อการร้ายและการแบ่งแยกดินแดนจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของมุสลิมในสาม จังหวัดไปเสียแล้ว  และหากถามต่อไปว่า เมื่อมีการพิจารณาคดีแล้วและศาลพิพากษายกฟ้องจำเลย ใครจะรับผิดชอบกับผลกระทบของจำเลยในคดี หมายความว่าเราจะลองผิดลองถูกกับอิสรภาพและเสรีภาพของคนในสามจังหวัดใช่หรือ ไม่

          ทุกวันนี้การสอบสวนเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นลงเอยด้วยสาเหตุของการ "แบ่งแยกดินแดน" ทั้งที่บางคดีที่พิจารณากันอยู่ในศาลนั้นปรากฏรูปการณ์ว่ามีเบื้องหน้า เบื้องหลังที่แตกต่างออกไป แต่พนักงานสอบสวนกลับละเลยและเพิกเฉยไม่สอบสวนให้เสร็จสิ้นกระแสความ เรื่องนี้จะมีเหตุผลของการเกรงกลัวอำนาจหรืออิทธิพลมืดบางอย่างกำกับอยู่ หรือไม่ ผู้เขียนไม่อาจที่จะตอบได้ แต่ผลที่เกิดขึ้นก็คือเรื่อง นี้ได้ทำให้กระบวนการยุติธรรมและระบบการสอบสวนคดีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ อยู่ในสถานะที่จะเป็นกระบวนการในการแสวงหาข้อเท็จจริงที่แท้จริงได้ เพราะกรอบของกระบวนการยุติธรรมที่คับแคบ และเจ้าหน้าที่ทำงานอยู่ภายใต้กรอบดังกล่าว หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมต่างทำงานกันแบบแยกส่วน แล้วก็ติดกับดักของกฎหมายและระเบียบปฏิบัติเดิมๆ ชนิดที่ไม่อาจก้าวข้ามพ้นไปได้ 

          ด้วยเหตุดังกล่าวทนายความที่ทำคดีเกี่ยวกับความมั่นคงก็จะพบกับพยานหลักฐาน ชุดเดิมๆ พยานบุคคลหน้าเดิมๆ อัยการที่สั่งสำนวน และศาลที่พิจารณาคดีก็จะพิจารณาคดีในรูปแบบเดิมๆ จนแทบจะพูดได้ว่าหลับตาก็รู้ว่าพยานคนนี้จะเบิกความเกี่ยวกับเรื่องอะไร และกลายเป็นเพียงการทำงานในระดับปฏิบัติที่ไม่สามารถสนองตอบการแก้ปัญหาใน เชิงนโยบายได้

          สุดท้ายกระบวนการยุติธรรมก็กลายเป็น กลไกหรือฟันเฟืองตัวหนึ่งที่เดินอยู่ภายใต้วัฏจักรของกรอบปัญหาใหญ่ในสาม จังหวัดที่เป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ใช้ ปัญหาของสามจังหวัดเป็นสนามประลองกำลังกันเอง

          ข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับก็คือว่า ปัญหาความไม่เป็นธรรมเป็นเรื่องใหญ่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้แต่คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ที่มี นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ก็ยอมรับในข้อเท็จจริงนี้ หลังการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็แสดงให้เห็นว่ายอมรับในความสำคัญของปัญหาความเป็นธรรมถึงกับยอมเอ่ยปาก "ขอโทษ" ต่อประชาชนและต่อผู้นำศาสนา 

          ทว่าความไม่เป็นธรรมเป็นเรื่องของ "นามธรรม" และกรอบของความไม่เป็นธรรมก็เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เช่น ความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง ความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม ทางเศรษฐกิจ และทางการเมือง หรือการปฏิบัติต่อผู้ที่นับถือศาสนาต่างกันหรือต่อคนต่างเชื้อชาติ เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่อยู่ในความรู้สึกและต้องอาศัยการบอกเล่าอย่างเป็น ระบบ รวมทั้งใช้เวลาในการพิสูจน์  

          แต่ความไม่เป็นธรรมที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุดก็คือ "การถูกกล่าวหาและดำเนินคดีโดยไม่ได้กระทำความผิดจริง" อัน เป็นความไม่เป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมซึ่งมองเห็นเป็นรูปธรรม และเป็นความเจ็บปวดที่บาดลึกลงไปในหัวใจของผู้ถูกกล่าวหา ทั้งสำหรับตนเองและญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และหากความไม่เป็นธรรมนี้เกี่ยวพันกับเรื่องของเชื้อชาติและศาสนาด้วยแล้ว ความรู้สึกถูกกระทำก็จะยิ่งขยายวงกว้างมากขึ้นไปอีก 

          แม้ว่ารัฐบาลอาจจะยอมรับในข้อเท็จจริงนี้ แต่การแก้ปัญหาที่ผ่านมาก็เป็นเพียง "นามธรรม" เช่นเดียวกัน ไม่ได้ปรากฏว่ามีการแก้ปัญหาในกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด และสุดท้ายก็ต้องยอมรับว่า ระบบยุติธรรมทางอาญาในประเทศไทยเป็นระบบกล่าวหา หากถูกกล่าวหาโดยเจ้าหน้าที่แม้จะมีสิทธิต่อสู้คดีในชั้นศาล แต่ไม่มีส่วนไหนของระบบที่จะมองทะลุไปถึงความสูญเสียของผู้ถูกกล่าวหาที่ เกิดขึ้นในระหว่างการพิจารณาคดีอันเนื่องมาจากการทำงานที่ผิดพลาดของเจ้า หน้าที่รัฐ สิ่งเหล่านี้รัฐจะชดเชยได้อย่างไร โดยเฉพาะความรู้สึกของคนเหล่านั้น และจะป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดซ้ำซ้อนขึ้นอีกในอนาคต

          ทั้งหมดนี้เป็นการเล่าสู่กันฟังในฐานะของทนายความที่ผ่านประสบการณ์การต่อสู้ในดคีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้!

ขอบคุณข้อมูลจาก อนุกูล อาแวปูเตะ ประธานศูนย์ทนายความมุสลิมประจำจังหวัดปัตตานี


qrcode

ค้นหา

สมาชิก

ขณะนี้มีสมาชิก ผู้ใช้ 0 คน และผู้เยี่ยมชม 7 guests กำลังออนไลน์
  • supachai
  • ซุลกิฟลี กือโด
  • สุรธาดา โหลสกุล
  • ABUSAMEE
  • Soranee Toem


Locations of visitors to this page





Chat module by BoWoB Chat for Drupal