รักร่วมเพศในทรรศนะของอิสลาม (ตอนที่ 2/3)

คอลัม: 
อัช ชีฟาอ์

        2.ในช่วงทศวรรษ 1980 มีการอ้างอิงว่าต่อมหนึ่งที่อยู่ในสมองด้านล่างที่มีขนาดเล็กในผู้หญิง และมีขนาดใหญ่ในผู้ชาย แต่จะพบว่าจะมีขนาดเล็กในบรรดาชายรักร่วมเพศทั้งหลาย

        อย่างไรก็ตามหลักฐานนี้ ขณะที่ดูเหมือนว่ายังไม่สามารถแย้งได้กับคนธรรมดาทั่วไป แต่ได้รับการพิสูจน์ว่าไม่จริงโดยนักวิทยาศาสตร์ เนื่อง จากข้อมูลนี้ได้มาจากภาพหน้าตัดสมองของผู้ซึ่งได้รับการบ่งชี้ด้านความพึงพอ ใจทางเพศก่อนตาย เพราะฉะนั้น ขนาดต่อมดังกล่าวที่เล็กลงในบรรดาคนรักร่วมเพศ อาจเป็นผลมาจากการปฏิบัติ หาใช่สาเหตุไม่ กล่าวคือ พวกเขาอาจเกิดมาพร้อมต่อมที่มีขนาดปกติ ซึ่งต่อมาเล็กลงเนื่องจากการใช้ชีวิตที่เบี่ยงเบนจากธรรมชาติ

        3.เมื่อไม่นานมานี้ วิชาพันธุศาสตร์ได้กลายเป็นพื้นฐานที่ใช้กันโดยทั่วไป สำหรับการโต้แย้งที่สนับสนุนพวกเกย์ ในปี 1993 Dr.Dean Hamer นักวิจัยแห่งสถาบันมะเร็งธรรมชาติ อ้างว่าได้ค้นพบหลักฐานที่เป็นรูปธรรมครั้งแรกว่า “ยีนที่กำหนดความเป็นเกย์” นั้นมีจริง คนที่มีความโน้มเอียงไปทางรักร่วมเพศนั้น ได้รับการถ่ายทอด โครโมโซม X เพื่อให้เป็นชายจากมารดา การค้นพบของ Hamer ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง และได้เปลี่ยนแปลงเขาจากอาชีพที่ไร้สีสันของข้าราชการคนหนึ่งในตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์ มาเป็นบุคคลทางสื่อมวลชนที่มีชีวิตชีวา และได้เขียนบันทึกของเขาไว้ เขาได้เป็นพยานบุคคลซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญให้แก่ศาลสูงแห่งรัฐโคโลราโด ซึ่งกลายเป็นพื้นฐานในการตัดสินให้ชนะคดีที่ลบล้างญัตติต่อต้านเกย์ ญัตติที่สอง

        อย่างไรก็ตาม การศึกษาที่คล้ายกันกับการวิจัยของเขา ณ มหาวิทยาลัย Western Ontario ไม่สามารถหาความเชื่อมโยงระหว่างโครโมโซม X กับความโน้มเอียงทางเพศแต่อย่างใด และมีการพบอีกว่า การศึกษาของ Hamer ขาดกลุ่มควบคุม ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ยิ่งไปกว่านั้นในเดือนมิถุนายน 1994 หนังสือพิมพ์ Chicago Tribune รายงานว่า ผู้ช่วยนักวิจัยในห้องทดลองของ Hamer ซึ่งช่วยทำ gene mapping ในการศึกษาเรื่องการรักร่วมเพศได้กล่าวหาว่า เขาเลือกรายงานข้อมูล เธอจึงถูกไล่ออกจากการเป็นผู้ร่วมงานหลังปริญญาเอกในห้องทดลองของ Hamer แต่แล้วสถาบันสาธารณสุขแห่งชาติได้สอบสวนข้อพิสูจน์ของเธอ และมอบตำแหน่งให้ในห้องปฏิบัติการอีกแห่งหนึ่ง แม้ว่า Dr.Hamer รู้สึกอายเกี่ยวกับความนิยมทางเพศในบันทึกของเขา ในเวลาต่อมา เขาได้ยอมรับในการบรรยายหลายครั้งว่า เขาเป็นเกย์

        4.ควรตั้งข้อสังเกตไว้ว่าศาสนาอิสลาม ในฐานะคำสอนสุดท้าย ไม่ได้เป็นศาสนาที่เสนอกฎหมายต่อต้านเกย์แก่โลก ข้อความในคัมภีร์เตารอต เต็มไปด้วยการประณามอย่างชัดเจนของการประพฤติเช่นนั้น(ใน คำสอนอิสลามนั้น ต่อต้านการผิดประเวณีอย่างรุนแรง และรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อเกิดขึ้นระหว่างชายกับชาย โดยพื้นฐานแล้ว อิสลามไม่ยอมรับการเลียนแบบพฤติกรรมเพศตรงข้าม อย่างไรก็ตาม หากผู้ที่มีความรู้สึกรักชอบเพศเดียวกัน และไม่ได้ละเมิดกฏชะรีอะฮฺข้อใดและเขาปกปิดเรื่องนี้ไว้ พร้อมขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺ อิสลามก็ไม่ได้เข้าไปเอาโทษเขาแต่อย่างใด - บรรณาธิการ)


Chat module by BoWoB Chat for Drupal