ไทยแลนด์นิวส์ดารุสสลาม


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
หรือแจ้งการโอนเงิน
โทร.081-806-8681
หรือ 085-837-2805

วันสำคัญจำไม่ลืม

  • No upcoming events available

 

ครส.ค้านรัฐใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง ชี้ตอกย้ำรัฐไม่มั่นคง เข้าลักษณะ ?เผด็จการเบ็ดเสร็จ?

ภาพเหตุการยิงถล่มมัสยิดอัลฟุรกอน

       ครส.ชี้ประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ตอกย้ำถึงความไม่มั่นคงของรัฐไทย และไม่สง่างาม พร้อมจับตากองทัพละเมิดสิทธิมนุษยชนใช้อำนาจเกินขอบเขต เสนอแก้กฎหมาย พ.ร.บ.ความมั่นคงในอนาคต
       

       วันนี้(12 ก.ค.) นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.) กล่าวว่า จากการที่คณะรัฐมนตรีมีมติประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราช อาณาจักร ใน จ.ภูเก็ต และพื้นที่ทางทะเล ในระหว่างวันที่ 10-24 กรกฎาคมนี้ เพื่อดูแลและรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุม ในช่วงการจัดประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 42 นั้น
       
       คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.) ไม่เห็นด้วยในการใช้กฎหมายดังกล่าว ซึ่งใช้กำลังทหารทำการแทนซึ่งจะตอกย้ำถึงความไม่มั่นคงของรัฐไทยเข้าไปใหญ่ และไม่สง่างาม และกฎหมายดังกล่าวก็มุ่งแทรกแซง ควบคุมสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นหลัก ซึ่งเป็นสาเหตุของความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมของประชาชนจากการกระทำของ รัฐไทยที่ผ่านมา และอำนาจตามกฎหมายนี้มีล้นเกินขอบเขตและความรับผิดชอบ กล่าวคือ กองทัพสามารถบังคับบัญชาสั่งการหน่วยงานและเจ้าพนักงานของรัฐทุกหน่วยงานและ ทุกคนได้ ผู้บัญชาการกองทัพบกในฐานะรอง ผอ.กอ.รมน. มีอำนาจออกประกาศต่างๆ ที่จำกัดและลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสิทธิมนุษยชน หรือให้อำนาจเจ้าพนักงาน ค้น จับกุม คุมขัง บุคคล ห้ามบุคคลใดๆ ออกนอกเคหสถาน ห้ามการเดินทางตามเส้นทางต่างๆ ได้ ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งยังมีอำนาจย้ายข้าราชการ เจ้าพนักงานของรัฐออกจากพื้นที่ได้ด้วย
       
       ตลอดจนสามารถใช้กำลังเข้าปราบปรามการกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคง ซึ่งเป็นการหมิ่นเหม่อย่างมากที่อาจมีการใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชนที่มี ความคิดเห็นต่างจากรัฐได้ โดยอ้างความมั่นคงในราชอาณาจักร การใช้อำนาจดังกล่าวเป็นการกำหนดไว้อย่างถาวร และไม่ถูกตรวจสอบตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีทางปกครอง พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นกฏหมายหลักในการตรวจสอบการใช้อำนาจของข้าราชการตามหลักนิติรัฐ ซึ่งเสริมสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ต้องรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ และทำให้ฝ่ายทหารมีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือน และมีลักษณะ “เผด็จการเบ็ดเสร็จ” ในพื้นที่ที่ประกาศใช้ อันจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
       
       นายเมธา กล่าวว่า ตนคิดว่า รัฐบาลแม้สามารถมีอำนาจทำได้ตามกฎหมาย เพราะกลัวสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองจะลามไปถึงการเมืองในประเทศอา เซียน ดังการประชุมอาเซียนซัมมิทครั้งที่แล้วที่ล่มไปนั้น แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะต้องตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญและกติกาสากลว่า ด้วยสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง (ICCPR) ที่ต้องดูแลคุ้มครองให้มีความหมายเป็นที่ตั้ง การประกาศ “พื้นที่พิเศษ” เพื่อการจำกัด ระงับ ยับยั้ง ซึ่งสิทธิดังกล่าวจะกระทำไม่ได้ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงที่ไม่ปราก ฎสถานการณ์ ไม่ว่าจะด้านสงคราม จลาจล วิกฤติการด้านมนุษยธรรมหรือภัยพิบัติธรรมชาติ อันจะเป็นผลพวงของการใช้กฎหมายในลักษณะอำนาจนิยม เพื่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของรัฐบาลเอง ซึ่งจะย้อนรอยรัฐบาลเองว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เคยยกเลิก พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์ ที่ยุติบทบาท กอ.รมน. แต่ยังแอบสนับสนุน กอ.รมน. ประคับประครองอำนาจของกองทัพ โดยใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงอยู่
       
       นายเมธา กล่าวต่อว่า ดังนั้น รัฐบาลสมควรจะต้องมีนโยบายออกมาว่า ภายใต้การประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงดังกล่าว อะไรบ้างที่ประชาชนทำได้ อะไรบ้างที่ทำไม่ได้ เพราะอะไร เพื่อเป็นบรรทัดฐานว่า รัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจที่มิชอบไปลดทอนจำกัดสิทธิเสรีภาพของพลเมืองเพียงเพื่อ ประโยชน์ด้านความมั่นคงของรัฐที่ยังไม่ถูกยอมรับเป็นฉันทามติทางสังคม โดยเฉพาะตัวกฎหมาย พ.ร.บ.ความมั่นคงเอง ที่ถูกสถาปนาขึ้นจากอำนาจของ คมช. มีลักษณะอำนาจนิยมไม่ต่างจาก พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินในสมัยทักษิณ หรือกฎอัยการศึกที่ทหารยังคงใช้เป็นเครื่องมือรักษาอำนาจมาโดยตลอด และถูกใช้โดยขัดกับกติการะหว่างประเทศมาโดยตลอด
       
       "ผมเห็นว่ารัฐบาลสามารถระดมกลไกรัฐและหน่วยงานราชการกำกับดูแลใน เรื่องนี้ได้ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด หากละเว้นการปฏิบัติหน้าที่รัฐบาลจะต้องเด็ดขาดตามสมควร แต่รัฐบาลเลือกใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ เพื่อใช้ทหารคุ้มครองการประชุมทางการเมืองถือว่าไม่เหมาะสม และเสมือนสมยอมให้การทหารนำการเมืองเพิ่มขึ้นนอกจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้" เลขาธิการครส.กล่าว
       
       หากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมตำรวจได้ ก็อาจจะเร่งปฏิรูปตำรวจยกใหม่ เพื่อมิให้ตกเป็นเครื่องมือนักการเมืองหรือทางการเมืองดังเช่นในอดีต แต่เป็นต้นธารของกระบวนการยุติธรรมที่แท้จริง
       
       อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.) พร้อมจับตาและติดตามการทำงานของกองทัพภายใต้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่ามีการละมิดสิทธิมนุษยชนมากน้อยเพียงใด หรือมีผลกระทบต่อสังคมอย่างไรบ้าง และทำให้เกิดอุปสรรคในการสร้างบรรทัดฐานด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยอย่างไร เพื่อจัดทำข้อเสนอให้มีการปฏิรูปบทบาทของกองทัพต่อการเมือง และแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.ความมั่นคงต่อไป - ผู้จัดการ


qrcode

ค้นหา

สมาชิก

ขณะนี้มีสมาชิก ผู้ใช้ 0 คน และผู้เยี่ยมชม 3 guests กำลังออนไลน์
  • supachai
  • ซุลกิฟลี กือโด
  • สุรธาดา โหลสกุล
  • ABUSAMEE
  • Soranee Toem


Locations of visitors to this page





Chat module by BoWoB Chat for Drupal