"เถาวัลย์เปรียง"

เถาวัลย์เปรียง
คอลัม: 
ลุงดินกินพืช

       ลังจากที่ลุงดินได้ แนะนำให้ลูกๆ หลานๆ ได้รู้จักกับสนุนไพรสารพัดประโยชน์ใกล้ตัวไป 3 ชนิด คงจะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้ไม่มากก็น้อย หากเราได้บริโภคสมุนไพรเหล่านั้นอย่างรู้จักคุณค่าของมัน แต่วันนี้ลุงดินขอเอาใจพรรคพวกเพื่อนฝูง รุ่นราวคราวเดียวกันบ้างดีกว่าครับ กับสมุนไพรที่เหมาะกับคนในวัยนี้อย่าง "เถาวัลย์เปรียง"

       เถาวัลย์เปรียง มีลักษณะเป็นพรรณไม้เถา ชอบเลื้อยพาดพันตามต้นไม้ใหญ่ ใบจะมีลักษณะกลม และเล็กคล้ายใบของต้นอันชัน ใบจะหนาและแข็ง มีใบย่อยอยู่ประมาณ 7 ใบ ดอกจะออกเป็นช่อสีขาวห้อยลง ส่วนกลีบรองดอกเป็นสีม่วงดำ ตรงปลายกลีบดอกนั้นจะเป็นสีชมพูเรื่อ ๆ ดอกนั้นจะออกดกมาก และจะส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ผลนั้นจะออกเป็นฝักแบนเล็ก ๆ ภายในจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 2-4 เมล็ด โดยส่วนที่เรานำมาใช้เป็นยาจะเป็นส่วนของ "เถา และราก"

        แต่ส่วนที่สำคัญของมันก็คือ "เถา" ครับ ซึ่งถ้าหากเรานำมากินจะมีรสเฝื่อนเอียนเล็กน้อย ใช้เป็นยาถ่ายเสมหะ ลงสู่ทวารหนัก ถ่ายเส้นและกษัย ถ่ายเส้นทำให้เส้นอ่อนและหย่อนดี รักษาเส้นเอ็นขอด รักษาปัสสาวะพิการ ขับปัสสาวะ และรักษาโรคบิด โรคไอ โรคหวัด ใช้สำหรับเด็กเป็นยาที่ดีมาก

        แต่ที่น่าสนใจที่สุดสำหรับคนสูงวัยก็น่าจะเป็นผลวิจัยล่าสุดของกรมวิทยา ศาสตร์การแพทย์และโรงพยาบาลวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว ได้ร่วมกันดำเนินการวิจัยทางคลินิกเพื่อศึกษาประสิทธิผลและผลข้างเคียงของ สารสกัดเถาวัลย์เปรียงในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังส่วนล่าง ซึ่งงานวิจัยออกมาเป็นที่น่าพอใจ

        โดยจากการทดสอบกับผู้ป่วย 70 ราย ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดเถาวัลย์เปรียงแคปซูล ขนาด 200 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้งเป็นเวลา 7 วัน และผู้ป่วยที่ได้รับยาแผนปัจจุบันไดโคลฟีแนค(Diclofenac)ขนาด 25 มิลลิกรัมวันละ 3 ครั้งเป็นเวลา 7 วัน ผล การศึกษาพบ ว่าผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มมีอาการปวดลดลงอย่างชัดเจนในวันที่ 3 และวันที่ 7 ตามลำดับ นอกจากนี้กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดเถาวัลย์เปรียงมีเม็ดเลือดขาวลดลง อย่างมีนัยสำคัญในวันที่ 7 ของการรักษาแต่ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติและไม่พบการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีรวมทั้ง ผลข้างเคียงใดๆ

        ส่วนการศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงในการรักษา อาการอักเสบจากข้อเข่าเสื่อมนั้นกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ร่วมดำเนินการ วิจัยทางคลินิกกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมเข้าร่วมโครงการจำนวน 125 คนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาแผนปัจจุบันนาโปรเซน(Naproxen) ขนาด 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์และกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาสารสกัดเถาวัลย์เปรียงขนาด 400 มิลลิกรัมวันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ ผล การศึกษาพบ ว่ายาแผนปัจจุบันนาโปรเซนและสารสกัดเถาวัลย์เปรียงมีประสิทธิผลและความ ปลอดภัยไม่แตกต่างกันและผู้ป่วยที่ได้รับยาทั้งสองกลุ่มมีความพึงพอใจต่อการ รักษาร้อยละ 80

        ด้านกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิผลในการเพิ่มภูมิ คุ้ม กันของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงในอาสาสมัครสุขภาพดี จำนวน 59 รายโดยให้อาสาสมัครรับประทานแคปซูลสารสกัดเถาวัลย์เปรียง ครั้งละ 1 แคปซูล (200มิลลิกรัม/แคปซูล) วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เป็นเวลา 2 เดือน พบว่าอาสาสมัครทั้งหมด ไม่มีอาการข้างเคียงใดๆระหว่างรับประทานสารสกัดเถาวัลย์เปรียง ส่วนค่าทางโลหิตวิทยาและค่าทางชีวเคมีบางค่ามีการเปลี่ยนแปลงแต่อยู่ในช่วง ของค่าปกติและยังพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของปริมาณของ IL-2 และ γ-IFN ในซีรั่มเพิ่มขึ้น ดังนั้นการรับประทานสารสกัดเถาวัลย์เปรียง ขนาด 400มิลลิกรัม/วัน นาน 2เดือนมีความปลอดภัย และมีส่วนช่วยควบคุมหรือเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

        และขณะนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสกัดสาระสำคัญและ ควบคุมคุณภาพให้องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เรียบร้อยแล้วครับ เพื่อให้มีการผลิตเป็นยาออกจำหน่ายในระดับอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมให้มีการ ใช้อย่างกว้างขวางต่อไป


Chat module by BoWoB Chat for Drupal