เพื่อปกปิดใบหน้าจากฟิตนะฮฺ

รายงานพิเศษ: 
มุสลิมะฮฺ
รายงานโดย: 
Indlieb Farazi Al Jazeera
เรียบเรียงโดยทีมข่าว: 
มุสลิมะฮฺ
มุสลิมะห์คลุมฮิญาบอย่างเรียบร้อย ขัดกับวัฒนธรรมอันเหลวแหลกของยุโรป

       รัฐบาลฝรั่งเศสได้เดินหน้าแผนการในการออกกฏหมายในการสั่งห้ามการคลุมฮิญาบแบบปิดหน้า หรือบุรเกาะ หรือนิกอบ ในสถานที่ราชการ โรงพยาบาล และโรงเรียน

        การดำเนินการดังกล่าวมีขึ้นหลังจาก 6 เดือนจากคำพูดของ นิโคลา ซาโกซี ประธานาธิบดีของฝรั่งเศส ได้บอกว่า ฝรั่งเศสไม่ต้อนรับมุสลิมะฮฺที่แต่งกายมิดชิดเรียบร้อยเช่นนี้

นิกอบ เป็นส่วนหนึ่งของตัวฉัน!

       Hadiah Ahmed วัย 30 ปี เป็นแม่ของลูก 2 คนในเมืองแมนเชสเตอร์ เคยทำงานเป็นนักออกแบบตกแต่งภายในที่ลอนดอน

       ฉันเป้นมุสลิมที่เกิด โต ที่ Yorkshire เรียนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ทำงานเป็นนักออกแบบตกแต่งภายในระดับแนวหน้า แต่ฉันได้เปลี่ยนทั้งหมดของชีวิตของฉัน เพื่อศาสนาของฉัน

       ฉันเริ่มใส่ khimaar (ผ้าคลุมผม) และ jilbab (ชุดยาวปกปิดร่างกาย) เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฉันได้เริ่มปฏิบัติในหลักการศาสนามากขึ้น ดังกุรอานซูเราะห์ อันนูร อายะฮฺที่ 31 ความว่า "และจงกล่าวเถิดมุฮัมมัดแก่บรรดามุอ์มินะฮ์ให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาทวารของพวกเธอ และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศรีษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอ และอย่าให้เธอเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่แก่สามีของพวกเธอ หรือบิดาของสามีของพวกเธอ หรือลูกชายของพวกเธอ หรือลูกชายสามีของพวกเธอ หรือพี่ชายน้องชายของพวกเธอ หรือลูกชายของพี่ชายน้องชายของพวกเธอหรือลูกชายของพี่สาวน้องสาวของพวกเธอ หรือพวกผู้หญิงของพวกเธอ หรือที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง (ทาสและทาสี) หรือคนใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องเพศสงวนของผู้หญิง และอย่าให้เธอกระทืบเท้าของพวกเธอ เพื่อให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่พวกเธอควรปกปิดในเครื่องประดับของพวกเธอ และพวกกเจ้าทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮ์เถิด โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ"

       มันเป็นการตัดสินใจของฉัน ในการอยู่ที่อังกฤษ ดินแดนที่มีเสรีภาพในการพูด และการแสดงออก

       ฉันยังจำได้ ครั้งแรกที่ฉันสวมฮิญาบเดินออกไปนอกบ้าน ผู้คนจะจ้องมองฉันราวกับว่าฉันคือระเบิด

       มันช่างตลกสิ้นดี ก่อนที่ฉันจะเริ่มสวมใส่ฮิญาบเวลาเดินไปใหนจะมีแต่ผู้ชายมาจีบ มองมาด้วยสายตาเจ้าชู้ แต่วันนี้ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมด มันแปลกมากที่คุณได้แสดงออกในกรณีทั้งสองที่ต่างกัน ทั้งที่ผู้ที่อยู่ข้างในคือคนเดียวกัน

       พวกเขาหยาบคาบกับฉัน ราวกับว่าฉันเป็นคนโง่ ไม่รู้ภาษาอังกฤษ

       บางคนก็ขับไล่ฉันให้กลับไปในประเทศของฉันเมื่อฉันเรียนจบ แต่ฉันจะบอกพวกเขาว่า "ฉันเกิดที่นี่"

       แต่เดี่ยวนี้ฉันไม่สนใจกับคำเยาะเย้ย ดูหมิ่นดังกล่าว

       เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ฉันได้เดินทางไปทำฉัน และฉันได้ตัดสินใจที่จะใส่นิกอบ

       และเมื่อฉันได้กลับมาที่อังกฤษ ฉันได้สวมใส่นิกอบ และมีคำวิจารณ์มากมายเกี่ยวกับตัวฉัน

       โดยแม้เวลาจะผ่านไปเป็นปี ฉันยังคงถูกจ้องมอก และวิพากวิจารณ์ เป็นเรื่องที่หนักมากสำหรับมุสลิมะฮฺที่ต้องการจะยืนหยัดในการปฏิบัติศาสนกิจของเธอ

       ในความคิดของฉัน การพุ่งเป้าโจมตีมาที่นิกอบ เป็นเป้าหลอกเพื่อใช้เป็นเครื่องมือโจมตีอิสลาม โดยที่แม่ชีในคริสตศาสนาก็มีการแต่งการที่ปกปิดร่างกายเช่นกัน แต่พวกเขากับบอกว่าเหมาะสม

       หรือว่าต้องการให้ผู้หญิงสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น โดยมองว่าผู้หญิงเป็นความเสื่อมโทรม และเครื่องบำเรอทางเพศ แต่ถ้าหากผู้หญิงคนใดต้องการลุกขึ้นมาปกป้องตัวเองจากสภาพเช่นนั้น เขากลับถูกกล่าวหาว่าสร้างความวุ่นวานในสังคม

      ฉันเป็นสตรีมุสลิม ฉันควรที่จะได้สวมใส่ในสิ่งที่ฉันต้องการ

      พวกเราเป็นครอบครัวมุสลิมที่ต้องการฝึกฝนตนเองให้สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้ในสังคมตะวันตก

      รัฐบาลควรใช้ความพยายามในการส่งเสริมความสามัคคีในศาสนา เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข


Chat module by BoWoB Chat for Drupal