เหมือนว่าจะใช่ แต่ไม่ใช่

ความสามัคคี
คอลัม: 
ยานนาวีย์

       ากพูดถึงความเป็นพี่น้อง หลักการศาสนาของเราดูประหนึ่งว่าจะพูดถึงสิ่งข้างต้นค่อนข้างมาก ทั้งยังเน้นหนักอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะปรากฏทั้งในคัมภีร์อัลกุรฺอาน หรือหะดีษเศาะหี้หฺเองก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นสำนวนที่ว่า “มุสลิมเป็นพี่น้องกัน ส่วนหนึ่งเจ็บ ส่วนอื่นๆ พลอยเจ็บไปด้วย” หรือ “มุสลิมประหนึ่งตึกอาคาร ต่างพยุงซึ่งกันและกัน” ประมาณนี้เป็นต้น

       จึงกล่าวได้ว่า คำสอนของ อิสลามเน้นเรื่องการเป็นพี่น้อง หรือการรักสามัคคีในหมู่มุสลิมจึงอาจเรียกได้ว่าเป็นคำสอนของอิสลามในลำดับ ต้นๆ ก็ว่าได้ ทีนี้เมื่อคำสอนอิสลามอันสูงส่งว่าด้วยเรื่องข้างต้น แล้วชีวิตจริงของมุสลิมที่ร่วมปะปนกันเป็นสังคมเล็กก็ดี หรือสังคมใหญ่ก็ตาม นำคำสอนข้างต้นมาปฏิบัติใช้กันมากน้อยเพียงใด มุสลิมมีคำว่า “พี่น้อง” ในชีวิตจริงๆ อย่างไร? ประเด็นนี้ต่างหากที่น่าวิเคราะห์

       หากมองภาพโดยรวมของสังคมมุสลิม ก็ไม่ค่อยจะดีนัก ครั้นพอมองภาพสังคมมุสลิมอย่างละเอียดก็ยิ่งพบปมแห่งการแตกแยก และการเป็นศัตรูซึ่งกันและกันเกือบจะเรียกว่าได้ว่า ทุกที่ที่มีมัสญิด ความแตกแยกเกิดขึ้นที่นั่น ทุกที่ที่มีสังคมมุสลิม ที่นั่นก็พบเห็นการเป็นศัตรูอย่างเห็นได้ชัด

       ผู้เขียนเองก็ยังแปลกใจอยู่มิวาย ทำไมสังคมมุสลิมต้องเป็นเช่นนั้นด้วย? ทั้งๆ คำสอนของอิสลามที่มอบให้แก่มุสลิมกลับเป็นคำสอนที่ยอดเยี่ยมและสูงส่งอย่าง หาแนวทางอื่นเทียบเปรียบได้เลย บางครั้งเรามองดูว่าเขาซึ่งเป็นมุสลิมอย่างกับเรา เสมือนหนึ่งเป็นพี่น้องกับเราชนิดที่เรียกว่า ตายแทนกันได้ แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับแทงลับหลัง หรือให้ร้ายแบบสาดเสียเทเสีย ดูเหมือนว่าใช่ (พี่น้อง) แต่กลับไม่ใช่เลยแม้แต่นิดเดียว

       ผู้เขียนไม่ทราบเลยว่าทำไมจึงเป็นนั้น? โดยเฉพาะบุคคลที่เรียกตัวเองว่า ทำงานเพื่ออิสลาม หรือทำงานเพื่อศาสนา กลายเป็นว่ามีเรื่องการเป็นพี่น้องน้อยกว่าชาวบ้านตาดำๆ ที่ไม่รู้ทั้งศาสนา และไม่ได้ทำงานอิสลามอีกต่างหาก อันที่จริงคนทำงานอิสลามจักต้องมีความรู้มากกว่าชาวบ้าน หากไม่รู้มากกว่าชาวบ้าน คงไม่อาสาตนเองทำงานเพื่ออิสลามหรอก แต่นี่เพราะรู้ศาสนาจึงมารับใช้สังคม เป็นแกนนำของสังคม แต่แล้วปัญหาสังคมกลับเกิดขึ้นจากคนกลุ่มนี้แทน แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเยี่ยงนั้นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว

       ผู้อ่านคงไม่ต้องแปลกใจอีกแล้วว่า ทำไมลูกศิษย์ของครูนั้นก็ไม่ถูกกับลูกศิษย์ของครูนี้ โรงเรียนสอนศาสนานั้นไม่กินเส้นกับโรงเรียนศาสนาแห่งนี้ สถาบันนั้นเชิญโต๊ะครูคนนี้มาบรรยาย สถาบันเราก็ต้องบอยคอตไม่เชิญโต๊ะครูท่านนั้นมาบรรยายยังสถานที่ของเรา มัสญิดนั้นจัดงานวันตรงกับเสาร์นี้ มัสญิดของเราก็ต้องจัดงานให้ตรงกับเขาเพื่อจะได้รู้ว่าใครจะได้เงินบริจาค มากกว่ากัน หรือหากโต๊ะครูรุ่นใหม่กำลังจะเกิดขึ้น เราในฐานะโต๊ะครูรุ่นเก่า ขอทำทุกวิถีทางเพื่อขจัดโต๊ะครูดาวรุ่งท่านนั้นไม่ให้เกิด ฯลฯ

       นี่คือบรรยากาศของสังคมบ้านเราอย่างแท้จริง ผู้เขียนเองก็ไม่รู้ถึงสาเหตุว่าทำไมมุสลิมของเราจึงแตกแยกกันมาก แถมเป็นการแตกแยกที่บางครั้งถึงกับลั่นวาจาไว้เลยว่า จะไม่นมาซญะนาซะฮฺให้ อัน ที่จริงเรามีปัจจัยเป็นหลายประการซึ่งนำไปสู่การขัดแย้ง แต่การขัดแย้งในระหว่างมุสลิมด้วยกันก็ไม่ถึงขั้นการเป็นศัตรูซึ่งกันและกัน มิใช่หรือ? ซึ่งการขัดแย้งใน เรื่องศาสนาก็ปรากฏในสมัยเศาะหาบะฮฺด้วยเช่นกัน ฉะนั้นหากประเด็นเรื่องการขัดแย้งทางด้านศาสนานั้น มุสลิมสามารถกระทำได้ การแตกต่างทางด้านความคิด การแตกต่างทางด้านความเข้าใจตัวบทก็ย่อมต่างได้เป็นธรรมดา อย่าว่าแต่การขัดแย้งระดับพวกเราเลยครับ บรรดาเศาะหาบะฮฺก็คิดต่าง เห็นต่างก็ไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยเรื่อง แต่ทำไมพวกเขาจึงอยู่ร่วม ทำงานร่วม และช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องศาสนาได้

       ครั้นถึงคิวมุสลิมในปัจจุบันขัดแย้งใน เรื่องศาสนากันบ้าง (ขอย้ำว่าขัดแย้งในเรื่องศาสนา แต่ไม่ใช่เรื่องที่ไม่มีในอิสลาม อย่างเช่นเรื่องบิดอะฮฺนะครับ) ทำไมต้องตัดความเป็นพี่น้องมุสลิมกันเลยล่ะครับ ไม่ว่าจะประกาศว่าไม่ขอขึ้นเวทีเดียวกัน ไม่ว่าจะไม่ร่วมสถาบันเดียวกัน หรือไม่ว่าจะไม่มะอัฟให้แก่กันด้วยล่ะครับ ? ผม ไม่รู้ว่าสภาพแบบนี้จะดำเนินต่อไปอีกยาวนานสักเพียงใด แต่ก็ต้องช่วยกันขอดุอาอ์หน่อยนะครับว่า อย่าให้ความแตกแยกเหล่านั้นยืดยาวและยาวนานเลย เพราะศัตรูของเราที่เป็นศัตรูของเราจริงๆ ศัตรูที่เราจะต้องโกรธแค้นพวกเขาอย่างชัดเจน อาจจะกระหยิ่มอยู่นัยๆ ว่า ดีแล้ว พวกมุสลิมเอ๋ยแตกแยกกันเข้าไป โกรธเกลียดกันเข้าไป ทะเลาะกันเข้าไป ยิ่งแบ่งเป็นก๊กๆ ยิ่งชอบ เพราะสักวันหนึ่งพวกเราจะทำลายพวกเอ็ง เข่นฆ่าพวกเอ็งโดยง่ายดาย จงแตกแยกกันไปเถอะ....โอ้เจ้าพวกมุสลิมเอ๋ย !

       อันที่จริงกรุงศรีอยุธยาแตก ไม่ใช่เพราะกองทัพพม่าเก่งเลยแม้แต่น้อย แต่เพราะชาวกรุงศรีอยุธยาแตกแยกกันภายในต่างหากล่ะ จึงพ่ายให้แก่ทหารพม่าอย่างไม่มีชิ้นดี นี่แหละที่เค้าว่า การทำสงครามที่ดีที่สุด คือการทำสงครามที่ไม่สูญเสียไพร่พลทหารเลยแม้แต่คนเดียว แต่กลับไปรับชัยชำนะ (วัสสลาม)


Chat module by BoWoB Chat for Drupal