ผมเกลียดโรงเลียน

โรงเรียน
คอลัม: 
อนุสิทธิ์ หวังเกษม

        มขอกล่าวหาว่า “การศึกษาในปัจจุบัน เป็นมหกรรมล้างสมองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

        ในอดีตหากจะพูดถึงการล้างสมองใครสักคนหนึ่งอย่างเป็นรูปธรรมนั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามสูงทีเดียว อย่าเผลอพูดถึงการล้างสมองคนทั้งโลกให้ใครฟัง รังแต่จะทำให้คนเขาขำกลิ้ง แต่โลกเราก็เปลี่ยนไปซะจนเรื่องขำๆ กลายเป็นความจริงเสียหลายส่วน การล้างสมองคนทั้งโลกเกิดขึ้นตำตา มิหนำโลกยังยอมให้คนห่วยแตกนั่งแท่นเป็นผู้ล้าง ต่างจากอดีตที่ผู้มีอิทธิพลกับความคิดมนุษย์ ล้วนแล้วมีบุคลิกน่าสนใจทั้งสิ้น

        มนุษย์เป็นสัตว์สังคมมากกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดไหนๆ ในโลก มนุษย์เรามีการเลียนแบบพฤติกรรมกันค่อนข้างสูง แม้แต่วิธีคิด มนุษย์ยังรักที่จะเลียนแบบ ถ้าในยุคหนึ่งวิธีคิดแบบใดได้รับความนิยม ทั้งอารยะธรรมมนุษย์ก็จะเฮโลกันไปใช้วิธีคิดนั้น และถ้าเมื่อใดเกิดมีการปฏิวัติทางความคิด มนุษย์ทั้งโลกก็พร้อมจะเปลี่ยนวิธีคิดอีกเหมือนกัน ทางสังคมวิทยาเขาจึงแบ่งมนุษย์ออกเป็นยุคๆ ตามกระแสคิดหลักของคนในแต่ละยุค

        ยุคแห่งสิ่งเร้นลับ มนุษย์ส่วนใหญ่มีความเชื่อเรื่องความเร้นลับ (การกลัวอำนาจเร้นลับเป็นสัญชาติญาณพื้นฐานของมนุษย์) เชื่อในอำนาจดวงอาทิตย์, อำนาจพายุ, อำนาจต้นไม้, อำนาจดวงดาว และอื่นๆ

        ยุคปราชญ์เมธี เป็นยุคที่มนุษย์เริ่มเห็นความสำคัญของสติปัญญาตัวเอง เริ่มมีเหตุมีผลขึ้น เริ่มใช้สติปัญญาคิดเรื่องต่างๆเอง ผิดบ้างถูกบ้างคละเคล้ากันไป เช่นการเชื่อว่าโลกแบน, หรือสสารจะกลับไปสู่ธาตุแท้ของมัน (เช่นเปลวไฟพุ่งขึ้นฟ้าเพราะธาตุแท้มันมาจากดวงอาทิตย์ และก้อนหินตกลงพื้นเพราะธาตุแท้มันมาจากดิน) ตามทฤษฎีของอริสโตเติล หรือการค้นพบสิ่งที่เล็กที่สุดในสสารของเดโมครีตุสที่เรียกว่าอะตอม ความคิดต่างๆ เหล่านี้เกิดจากการครุ่นคิดของมนุษย์ เริ่มก้าวสู่การเชื่อโดยใช้เหตุผล อริสโตเติล, เพลโต, โซเครติส ตลอดจนเล่าจื๊อ, พระพุทธเจ้า คือบรรดาหัวกะทิที่ปฏิวัติทางความคิดสู่ยุคปราชญ์เมธี ที่มีอายุ 2,000 ปี ขึ้นไป

        ยุคศาสนนิยม เป็นยุคที่ศาสนามีอิธิพลสูงมากต่อกระบวนการคิดของอารยะธรรมมนุษย์ มีอิทธิพลต่อการเมืองการปกครอง และมีอิทธิพลไปถึงการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน ยุคนี้เริ่มจากครั้งที่ท่านนบีอีซาอลัยฮิสลามเริ่มเผยแพร่ศาสนาแห่งฟ้า อธิบายเรื่องเดชานุภาพของพระเจ้า และการเป็นพระผู้สร้างของพระองค์ หลังจากนั้น 300 ปีจึงเกิดเป็นคริสต์ศาสนาขึ้นมาจากความผิดพลาดของสานุศิษย์ท่านนบีอีซา เมื่อคริสตศาสนาเข้าสู่กรีก หลักศรัทธาก็ถูกปรับให้เข้ากับความเชื่อดั้งเดิมที่เชื่อในเรื่อง Family God ของชาวกรีก ทำให้เกิดตรีกานุภาพขึ้นในคริสต์ศาสนา หลังจากนบีอีซา 500 กว่าปี ท่านนบีมูฮัมหมัดศ้อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ก็ลงมาประกาศศาสนา ทำให้โลกในยุคนี้ได้รับอิธิพลจากศาสนฑูตสองท่านสุดท้าย ความเชื่อเรื่องพระเจ้าผู้สร้างทุกสิ่ง, เรื่องวันสิ้นโลก, เรื่องศาสนฑูตคนก่อนๆ, เรื่องคัมภีร์, เรื่องทูตสวรรค์ ของมนุษย์ทั้งโลกแทบจะไปในทิศทางเดียวกัน วิถีคิดคล้ายคลึงกัน

        ยุคสมัยใหม่ คือยุคที่วิทยาศาสตร์เข้ามามีอิธิพลต่อพลโลก วิทยาศาสตร์เริ่มขึ้นพร้อมๆ กับภาวะถดถอยของอารยะธรรมคริสต์และอิสลาม(หลังจากปกครองโลกอยู่นับพันปี) ในยุคนี้ศาสนาจะถูกจำกัดไว้ให้อยู่แค่ในศาสนสถาน ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกเชื่อก็ต่อเมื่อได้ผ่านกระบวนการทดลองทางวิทยาศาสตร์เรียบร้อยแล้ว พูดง่ายๆ คือคนเชื่อเฉพาะสิ่งที่มองเห็นและพิสูจน์ได้เท่านั้น ส่วนสิ่งที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ เช่นเรื่องชีวิตหลังความตาย ก็จะคิดว่าสิ่งนั้นมัน “ไม่มี”

        ยุควิทยาศาสตร์นับได้ว่าเริ่มขึ้นหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป หลังจากนั้นหลักสูตรการเลียนก็ถูกร่างขึ้นมาจริงๆ จังๆ เพื่อส่งมนุษย์กระโหลกสะอาดรุ่นแล้วรุ่นเล่าเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม ในฐานะทรัพยากรหนึ่ง ของกระบวนการผลิต มนุษย์คนหนึ่งถูกระบบโรงเลียนสร้างขึ้นเพื่อหน้าที่หนึ่งเท่านั้น โลกเราจึงเต็มไปด้วยบุคลากรที่มองโลกพร่ามัว หมอที่มองการป่วยของคนไข้ เป็นเพียงปฏิกริยาหนึ่งทางเคมี, ครูที่มองนักเรียนเป็นเร็คคอร์ดเดอร์, นักการตลาดที่มองกลุ่มเป้าหมายเป็นเหยื่อ หรือนักการเมืองตกอับที่มองสาวกเป็นเพียงเบี้ยแดงๆ บนกระดานอำนาจ มุมมองที่บิดเบี้ยวนี้เกิดขึ้นไม่ยากเลยสำหรับผู้ที่ห่างไกลศาสนา ห่างไกลจากคำตอบของคำถามที่ว่าแท้จริงนั้น... เราเกิดมาทำไม

        ถ้าวิทยาศาสตร์เป็นไวรัส โรงเลียนก็เป็นเช่นพาหะ การเลียนแบบความคิดแพร่กระจายอย่างเป็นระบบ มนุษย์ถูกยัดเยียดให้มีความคิดเดียว และน่าสงสารเข้าไปอีกที่กระบวนการเลียนเกิดขึ้นโดยไม่รู้ว่าใครเป็นต้นแบบ

        เมื่อความศรัทธาในวิทยาศาสตร์, ระบอบประชาธิปไตย และลัทธิทุนนิยม ทั้ง 3 ก้อนถูกแพ๊ครวมกันเป็นมัดเดียว แยกจากกันไม่ได้ ถ้าถึงเวลาที่โลกจะลอกคราบอีกครั้งเพื่อเติบโตขึ้น มนุษยชาติก็ต้องพร้อมใจกันโล๊ะมันทิ้งทั้งยวง แล้วหาอย่างอื่นที่ดีกว่าขึ้นมาแทนสามก้อนนั้น

        คุณคิดเหมือนผมใช่ไหมครับ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเตรียม 3 ก้อนของเราให้พร้อม

        เตาฮีด, ชะรีอะฮฺ, และเศรฐศาสตร์อิสลาม


Chat module by BoWoB Chat for Drupal