
6 ปีทนายสมชาย (1) กับบทเรียนคดีอุ้มหายที่กัวเตมาลา
เขียนโดย webmaster เมื่อ 10 มีนาคม, 2010 - 23:36.
รายงานพิเศษ:
ภูมิภาค เกษตร ท่องเที่ยวรายงานโดย:
ทีมข่าวอิศรา โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศราบนบรรทัดประวัติศาสตร์ของความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องบันทึกเรื่องราวชะตากรรมของ ทนายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม ซึ่งถูกอุ้มหายไปเมื่อ 12 มี.ค.2547 ไว้ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเขาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้เพื่อพี่น้องชาวมุสลิม และตกเป็นเหยื่อโดยอำนาจรัฐ กระทั่งกลายเป็นรอยด่างในกระบวนการยุติธรรมไทย
12 มี.ค.2553 หรือวันศุกร์ที่จะถึงนี้ จะเป็นวันที่ทนายสมชายหายตัวไปครบ 6 ปีแล้ว คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ (WGJP) องค์กรนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) และสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกันจัดงานแสดงภาพศิลปะและปาฐกถา ในวาระครบรอบ 6 ปี การหายตัวไปของทนายสมชาย ที่เรือนจุฬานฤมิตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ
ในโอกาสนี้ นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของทนายสมชาย และประธานคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ จะเผยแพร่รายงานสรุปเกี่ยวกับความคืบหน้าและความยุติธรรมของการดำเนินคดีอัน เกี่ยวเนื่องกับการหายตัวไปของทนายสมชาย นอกจากนี้ การแสดงภาพศิลปะจะสื่อให้เห็นถึงแง่มุมต่างๆ ของประเด็นการถูกบังคับให้บุคคลสูญหายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะเชื่อมโยงกับปัญหาวัฒนธรรมการละเว้นโทษที่เป็นการกระทำอันละเมิดสิทธิ มนุษยชนอีกด้วย
สำหรับกิจกรรมในงานครบรอบ 6 ปี การบังคับให้สูญหายทนายสมชาย นีละไพจิตร จะมีเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาร์เจนตินา ประจำประเทศไทย เป็นผู้กล่าวเปิด จากนั้นมีการปาฐกถานำโดย ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) การแถลงโดยภาคประชาสังคมเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคการเข้าถึงความยุติธรรม กรณีการบังคับบุคคลให้สูญหาย และกล่าวปิดงานโดย ดร.อมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
คุ้มครองเหยื่อ"อุ้ม"เมืองไทยยังไม่คืบ
จาก ประสบการณ์ในหลากหลายประเทศทั่วโลก ชัดเจนว่าการต่อสู้ในประเด็นการบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นเรื่องที่ต้องใช้ เวลาและใช้พลังของสังคมอย่างมากมาย โดยเฉพาะกรณีที่เป็นอาชญากรรมโดยรัฐ ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรงที่มิอาจยอมรับได้
ทั้งนี้ ทั่วโลกเล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงกำหนดให้วันที่ 30-31 ส.ค.ของทุกปีเป็นวัน "ผู้สูญหายสากล” (The International Day of the Disappearance) เพื่อร่วมรำลึกถึงบุคคลที่สูญหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือจากภาวะสงคราม หรือการปราบปรามการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นอยู่ในหลายประเทศ และส่งผลให้มีผู้สูญหายและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
ที่ผ่านมา องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยได้พยายามเรียกร้อง กดดันให้รัฐบาลไทยลงนามในอนุสัญญาฉบับใหม่ขององค์การสหประชาชาติ เรื่องการป้องกันบุคคลจากการบังคับให้สูญหาย (The International Convention on the Protection of All Persons from Forced Disappearance) เพื่อให้ความคุ้มครองบุคคลจากการบังคับให้สูญหาย สร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และเพื่อเป็นการวางรากฐานของระบบนิติรัฐให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างแท้จริง
แต่จนถึงบัดนี้รัฐบาลก็ยังมิได้ลงนาม และยังอยู่ในขั้นของการศึกษาหาข้อมูล โดยในวันพฤหัสบดีที่ 11 มี.ค. จะมีการจัดประชุมสัมมนาเรื่องนี้กันอีกครั้งโดยกระทรวงยุติธรรม ที่โรงแรมบีพีสมิหลา จ.สงขลา
เปิดประสบการณ์คดีอุ้มหายที่กัวเตมาลา
ที่ ผ่านมามีบันทึกประสบการณ์การต่อสู้เกี่ยวกับคดีคนหายที่น่าสนใจ เกิดขึ้นในประเทศกัวเตมาลา ซึ่งใช้เวลานานถึง 27 ปีกว่าจะมีคำตัดสินของศาล
บันทึกประสบการณ์ที่ว่านี้ปรากฏเป็นข่าวอยู่ในเว็บไซต์ www.voanews.com/english/2009-09-15-voa48.cfm เขียนโดย Brent Latham เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ปีที่แล้ว หัวข้อ "นักสิทธิมนุษยชนยินดีกับคำตัดสินเกี่ยวกับคดีคนหายของศาลกัวเตมาลาแม้ใช้เวลา 27 ปี"
เนื้อหาของข่าวระบุว่า นักสิทธิมนุษยชนกล่าวว่า การตัดสินของศาลเมื่อเร็วๆ นี้เพื่อลงโทษอดีตเจ้าหน้าที่ทหารบ้านในข้อหาอยู่เบื้องหลังการบังคับบุคคล ให้สูญหาย ซึ่งผู้เสียหายเป็นชาวบ้านเผ่ามายา 6 คน และเหตุเกิดเมื่อกลางศตวรรษ 1980 เป็นสัญญาณว่าประเทศนี้อาจพร้อมรับมือกับมรดกการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ที่เมืองชาวตาลุม (Choatalum) ซึ่งอยู่ห่างไกลท่ามกลางขุนเขาที่มีป่ารกทึบในเขต Chimaltenango และอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองหลวงของประเทศกัวเตมาลา ดินแดนแห่งนี้ดูเหมือนไม่น่าจะเป็นสถานที่ซึ่งมีการพิจารณาคดีที่มีความ สำคัญอย่างยิ่งต่อระบบกฎหมายของประเทศ แต่จากประวัติศาสตร์ของพื้นที่นี้ซึ่งเป็นที่มั่นของวัฒนธรรมชนเผ่ามายา และเป็นที่ตั้งของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลซึ่งปกครองประเทศมาตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 ทำให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการเรียกร้องให้เกิดความสมานฉันท์ ภายหลังจากช่วงเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมามีการสังหารล้างเผ่าพันธุ์ชนพื้น เมืองจำนวนมาก
มาริโอ มิเนรา (Mario Minera) ทนายความสิทธิพลเรือนแห่งกัวเตมาลา กล่าวว่า ชาวนา 6 คนซึ่งหายตัวไปจากพื้นที่ชาวตาลุม น่าจะถูกสังหารไปแล้วในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เหตุการณ์นี้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของคดีคนหายกว่า 600 รายซึ่งมีการจัดทำข้อมูลไว้ การสังหารส่วนใหญ่ซึ่งมีการฟ้องร้องต่อศาลในกัวเตมาลาและศาลระหว่างประเทศ เกิดขึ้นในช่วงระบอบปกครองโดยทหารของ ประธานาธิบดีโฮเซ่ เอฟราน ไรออส มอนต์ (Jose Efrain Rios Montt) และประธานาธิบดีออสการ์ ฮุมโบโต เมเจีย วิคตอเรส (Oscar Humberto Mejia Victores) ระหว่างปี พ.ศ.2525 และ 2529
คณะกรรมาธิการไต่สวนความจริงที่องค์การสหประชาชาติสนับสนุน แถลงว่า มีผู้ถูกสังหารประมาณ 200,000 คน และอีกกว่า 40,000 คนสูญหายระหว่างสงครามกลางเมืองเป็นเวลา 36 ปี ซึ่งยุติลงเมื่อปี พ.ศ.2539 การสังหารเพิ่มขึ้นสูงสุดในช่วงกลางทศวรรษ 1980 ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าพื้นเมืองมายา
ทนายความมาริโอ มิเนรา บอกว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้กระทำความผิดกลับไม่ถูกลงโทษ เขาและนักสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่ารัฐบาลกัวเตมาลาไม่มีความจริงใจจะสอบสวน อาชญากรรมที่เกิดขึ้นในขณะที่ผู้กระทำผิดอยู่ในอำนาจ และผู้กระทำผิดบางคนยังคงมีบทบาทในรัฐบาล
แต่สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อต้นปี พ.ศ.2552 เมื่อศาลกัวเตมาลามีคำสั่งเกี่ยวกับอาชญากรรม “การบังคับบุคคลให้สูญหาย” ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1980 โดยศาลบอกว่าเป็นคดีที่ยังรับพิจารณาได้และไม่หมดอายุความ
ทนายความมาริโอ มิเนรา บอกว่า คำตัดสินของศาลเปิดโอกาสให้มีการฟ้องร้องคดีต่อผู้ต้องสงสัยว่าอยู่เบื้อง หลังการกระทำที่ทารุณ ผู้ที่ถูกลงโทษเป็นคนแรกตามคำสั่งศาลครั้งใหม่นี้ได้แก่ นายฟิลิปเป้ คูซาเนโร (Felipe Cusanero) กรรมาธิการพลเรือน และผู้ที่เคยทำงานร่วมกับทหาร ซึ่งกลายเป็นผู้ต้องหาใน 6 คดีเกี่ยวกับการบังคับบุคคลให้สูญหาย ซึ่งผู้เสียหายเป็นชาวบ้านในพื้นที่เขตชาวตาลุม
เมื่อต้นเดือนกันยายน พ.ศ.2552 ศาลสั่งจำคุกนายคูซาเนโรเป็นเวลา 150 ปี ฐานที่มีส่วนร่วมในการทำให้บุคคลสูญหาย!
นักสิทธิมนุษยชนทั่วโลกถือว่าคำตัดสินของศาลครั้งนี้เป็นหลักชัยสำคัญสำหรับ การต่อสู้เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์สำหรับครอบครัวของผู้เสียหายในกัวเตมาลา
"ยังมีอีกหลายคดีที่ศาลน่าจะตัดสินเร็วๆ นี้” ทนายความแอนดรูว์ ฮัดสัน (Andrew Hudson) จากองค์กร Human Rights First ซึ่งตั้งอยู่ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา กล่าว “ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญเพราะแสดงให้เห็นว่าการฟ้องร้องคดีเช่นนี้เกิดขึ้น ได้ในกัวเตมาลา และเป็นการเปิดประตูให้กับคดีอื่นๆ อีกมากมายในประเทศนี้เช่นกัน”
หวังเลิกวัฒนธรรม "คนผิดลอยนวล"
นัก สิทธิมนุษยชนในกัวเตมาลาบอกว่า คดีนี้นับเป็นคดีแรกในหลายคดีซึ่งอยู่ในกระบวนการศาล และแม้ว่าผู้เชี่ยวชาญเห็นด้วยว่าคดีของ นายคูซาเนโร เป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ แต่ทนายความแอนดูร์ ฮัดสัน ก็ยอมรับว่า ยังต้องทำงานหนักต่อไปถ้าจะแก้ปัญหา "คนผิดลอยนวล" (Impunity) ในประเทศนี้ และมุ่งหน้าสถาปนาความสมานฉันท์อย่างแท้จริง
"จากคดีในเชิงสัญลักษณ์เหล่านี้ เราจะค่อยๆ สถาปนาหลักนิติธรรมขึ้นมาได้ และเราจะสามารถเยียวยาบาดแผลจากสงครามกลางเมืองได้” ทนายความแอนดรูว์ ฮัดสัน กล่าว “หมู่บ้านชาวมายาจะไม่มีความก้าวหน้า ถ้ายังต้องดำรงชีวิตอยู่กับบุคคลที่ถูกสังหาร และหลายกรณีเป็นการสังหารหมู่ทั้งหมู่บ้าน ความสมานฉันท์ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เว้นแต่ว่าเราจะสามารถเอาผิดกับผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนได้”
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนบอกว่า การลอยนวลไม่ต้องรับผิด (Impunity) ของผู้ที่กระทำมโหดร้าย ไม่เพียงทำลายความพยายามแสวงหาความยุติธรรมของผู้เสียหาย หากยังส่งเสริมวัฒนธรรมความรุนแรงและความแตกแยกของชุมชนในกัวเตมาลาด้วย
"จนถึงปัจจุบัน ประชาชนจำนวนมากทั้งที่เป็นผู้หญิง เยาวชน และชนพื้นเมืองมักตกเป็นเหยื่อของการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเหล่า นี้" เซบาสเตียน เอลกูเอตา (Sebastian Elgueta) แห่งองค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าว
"การวิเคราะห์วิกฤติด้านความมั่นคงของสังคมในปัจจุบันและระดับความรุนแรงโดย ไม่คำนึงถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต จะไม่ช่วยให้เราเข้าใจความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในกัวเตมาลา ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาหน่วยงานต่างๆ ในประเทศนี้ยังไม่ได้ทำการสอบสวนและฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างเป็นผลต่อ อาชญากรรมที่เกิดขึ้น และพวกเขาทำเช่นนั้นไม่ได้ระหว่างที่ยังรบกันอยู่ คำถามอยู่ที่ว่าเราจะสามารถสถาปนาความมั่นคงของหน่วยงานเหล่านี้ขึ้นมาได้ อย่างไร”
อนึ่ง ช่วงปลายปี 2550 องค์การสหประชาชาติและรัฐบาลกัวเตมาลาได้ร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมาธิการ ระหว่างประเทศเพื่อต่อต้านการปล่อยคนผิดให้ลอยนวลแห่งกัวเตมาลา ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่สอบสวนอาชญากรรมที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อ เนื่องกับนักสิทธิมนุษยชน และทำหน้าที่คุ้มครองหลักนิติธรรม




ความคิดเห็นล่าสุด
1 สัปดาห์ 6 days ก่อน
3 weeks 2 days ก่อน
3 weeks 2 days ก่อน
4 weeks 3 days ก่อน
4 weeks 6 days ก่อน
6 weeks 5 days ก่อน
7 weeks 3 days ก่อน
8 weeks 6 days ก่อน
10 weeks 16 hours ก่อน
10 weeks 5 days ก่อน