จุฬาฯใหม่ ที่มุสลิมไทยอยากได้

รายงานพิเศษ: 
การศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม
เรียบเรียงโดยทีมข่าว: 
การศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ศูนย์บริการกิจการศาสนาอิสลาม คลองเก้า

        ลังจากการเสียชีวิตของนายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ จุฬาราชมนตรีคนที่ 17 ของประเทศไทย เมื่อวันพุธที่ 24 มีนาคม 2552 ที่ผ่านมา ขณะที่การฝังมัยยิตยังไม่ทันเรียบร้อย ก็ได้มีการปล่อยข่าวถึงตัวเก็กในการจะขึ้นดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีคนที่ 18 ออกมาตามสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ 5 คน ประกอบไปด้วย ศ.ดร.อิมรอน มะลูลีม รักษาการประธานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย, อาจารย์อาศิส พิทักษ์คุมพล ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา, อาจารย์อรุณ บุญชม ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดกรุงเทพมหานคร, อาจารย์อรุณ วันแอเลาะ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนนทบุรี และอาจารย์ซาฟีอี นภากร ประธานชมรมนักศึกษาผู้ใหญ่ธรรมอิสลาม

        ส่วนใครจะมาเป็นจุฬาราชมนตรีคนที่ 18 จะใช่ 5 คนนี้หรือไม่ กระบวนการในการเลือกตามกฎกระทรวงมหาดไทย (พ.ศ.2542) ซึ่งออกตามออกตามความในพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 ในส่วนที่เกี่ยวกับการสรรหาจุฬาราชมนตรี ระบุเอาไว้ว่า

ขั้นตอนการสรรหาตามกฏหมาย
        รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะเป็นผู้ประกาศกำหนดวัน เวลา และสถานที่ประชุมสรรหาและให้ความเห็นชอบผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี และแจ้งให้กรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศทราบ ซึ่งต้องมีกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมาประชุมไม่น้อยกว่าสองในสามของทั้งหมด ที่มีอยู่ในขณะนั้น และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหรือผู้ซึ่งรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธานใน ที่ประชุมการ โดยการให้ความเห็นชอบผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีให้กระทำโดยวิธีลง คะแนนลับ

        โดยในการสรรหาผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ให้กรรมการอิสลามประจำจังหวัดซึ่งอยู่ในที่ประชุมแต่ละคนมีสิทธิเสนอชื่อผู้ ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 (พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540) เพื่อให้กรรมการอิสลามประจำจังหวัดที่อยู่ในที่ประชุมลงคะแนนให้ความเห็นชอบ เป็นผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีได้ 1 ชื่อ การเสนอนั้นต้องมีกรรมการอิสลามประจำจังหวัดรับรองไม่น้อยกว่า 20 คน ถ้ามีผู้ได้รับการเสนอชื่อเพียงชื่อเดียว ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบจากกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่ว ประเทศให้เป็นผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีตามมาตรา 6 วรรคสอง ถ้ามีผู้ได้รับการเสนอชื่อมากกว่า 1 ชื่อแต่ไม่เกิน 3 ชื่อ ให้ประธานในที่ประชุมจับสลากกำหนดหมายเลขประจำตัวของผู้ได้รับการเสนอชื่อ เพื่อให้ที่ประชุมลงคะแนนให้ความเห็นชอบตามข้อ 4 แต่ถ้ามีผู้ได้รับการเสนอชื่อมากกว่า 3 ชื่อ ให้ประธานในที่ประชุมจับสลากเลือกรายชื่อกรรมการอิสลามประจำจังหวัดแต่ละ จังหวัดที่อยู่ในที่ประชุม จังหวัดละ 1 ชื่อเป็นคณะกรรมการสรรหาเพื่อดำเนินการสรรหาผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เหลือ เพียง 3 ชื่อโดยวิธีลงคะแนนลับ และเมื่อได้มีผู้ได้รับการเสนอชื่อจำนวน 3 ชื่อแล้ว ให้ดำเนินการตามวรรคสาม

        จากนั้นในการลงคะแนนให้ความเห็นชอบผู้ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ให้ใช้บัตรลงคะแนนตามที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด และระยะเวลาในการลงคะแนนให้เป็นไปตามที่ที่ประชุมกำหนด เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาลงคะแนนแล้ว ให้ประธานในที่ประชุมแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เป็นผู้ตรวจนับคะแนน ผู้ได้รับคะแนนสูงสุด เป็นผู้ได้รับความเห็นชอบจากกรรมการอิสลามประจำจังหวัดทั่วประเทศให้เป็นผู้ ที่จะดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรีตามมาตรา 6 วรรคสอง ถ้ามีผู้ได้รับคะแนนสูงสุดเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมจัดให้มีการลงคะแนนใหม่เฉพาะผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด เท่ากันตามวิธีการที่กำหนด ให้เลือกอีกคร้้งแต่ถ้ายังคงได้รับคะแนนเท่ากันอีก ให้ใช้วิธีจับสลากโดยประธานในที่ประชุมเป็นผู้จับ หลังจากนั้นให้รัฐมนตรีเสนอชื่อไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นจุฬาราชมนตรีต่อไป

        ซึ่งกระบวนการในการได้มาซึ่งจุฬาราชมนตรี มีสถานะเสมือนเป็นผู้นำของชาวมุสลิมทั้งประเทศไทยทั้งหมด ไม่มีส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับประชาชนอย่างเราๆ เลย

จุฬาฯ ที่สังคมอยากได้
        ดังนั้นทีมข่าว TND จึงได้รวมรวมความคิดเห็นของพี่อน้งประชาชนจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อฝากถึงผู้มีหน้าที่ในการเลือก ให้ทำหน้าที่โดยคำนึงผลประโยชน์ของศาสนา และความต้องการของประชาชนดังความเห็นต่อไปนี้

        คุณ อับดุลคอลิก สีแสด ผู้เข้ารับอิสลามได้กว่า 1 ปี จากจังหวัดมหาสารคาม อยากได้จุฬาราชมนตรีที่เป็นคนดีที่ดูแลเรื่องการปะปนระหว่างชายหญิงในสังคม และให้ดูแลเรื่องของกิจกรรมเยาวชน

        คุณ อามีร ถนอมวงศ์ นิสิตปริญญาตรี คณะวิทยาลัยวิทยาศาสาตร์และเทคโนโลยีการกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล อยากได้จุฬาราชมนตรีที่ เต็มไปด้วยความสมบูรณ์ของผู้นำ ที่ดี มีความละม้ายคล้ายคลึงกับท่านนบี ซ.ล. เท่าที่จะเป็นไปได้ ณ เวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นการมีจรรยามารยาทที่อ่อนน้อมถ่อมตนเป็นหลัก สำคัญ ฯลฯ ซึ่งจะต้องดำรงหน้าที่ไปพร้อมกับอุดมการณ์ทั้งทางความคิดและ ทางปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักการของศาสนาอิสลามสุดความสามารถเท่า ที่จะทำได้ ให้สมกับหน้าที่ของตำแหน่ง สมกับตำแหน่งที่เป็นผู้ถูกเลือกขึ้นมา ไม่จำกัดว่าต้องเป็นผู้นำเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ต้องนำในทุกๆด้านเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่อิสลาม มีจุดประสงค์หลักเพื่อให้อิสลามสูงส่ง แก้ไขเติมเต็มสิ่งที่ขาดตกบกพร่อง และเพิ่มเติมในส่วนที่สามารถเพิ่มได้จากอดีตของรุ่นก่อนๆที่ได้เป็น ที่ประจักษ์ไว้แล้ว เพื่อความสมบูรณ์แบบที่สุด ขจัดความไม่ชัดเจน ความคลาดเคลื่อนต่างๆที่เคยเกิดขึ้น ทำสิ่งที่ถูกและสิ่งที่สมควรทำ ถูกคือถูกผิดคือผิด ไม่จำเป็นว่าคนส่วนใหญ่จะพอใจหรือไม่ แต่จำเป็นที่จะต้องเป็นที่พอใจ ของอัลลอฮฺในการทำหน้าที่นี้ ไม่ตัดสินปัญหาด้วยตัวคนเดียวหากแต่จะต้องปรึกษาผู้ตามด้วยใน เรื่องส่วนรวม

        คุณ อัครัมย์ อาลีมิง เจ้าของกิจการให้บริการเช่า saver ในภาคใต้ (www.younngcyber.com) อยากได้จุฬาราชมนตรีที่เข้าใจในหลัการศาสนาอย่างถ่อมแท้ และมีความสุขุมรอบคอบ

        คุณ อาอีชะฮฺ เยาวชน จากจังหวัดนราธิวาส อยากได้จุฬาราชมนตรีที่เป็นคนดี มีความรู้ความเข้าใจในหลักการศาสนา สร้างความสมานฉันท์ในสังคม

        คุณ อมีร เยาวชนนักกิจกรรม จากคณะวิทยาศาสตร์ลาดกระบัง บอกว่าอย่างแรก จุฬาราชมนตรี จะต้องเป็นคนที่มีความรู้ทางด้านศาสนา ทั้งกิตาบุลลอฮฺ และซุนนะฮฺ อย่างแตกฉาน มีความเข้าใจศาสนาอย่างแท้จริง แยกแยะได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง และในการดำเนินชีวิตของเขานั้นจะต้องแสดงออกมาถึงสิ่งที่เขารู้ เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับพี่น้องมุสลิม และต่างศาสนิกได้
อย่างที่สองคือจะต้องเป็นคน ที่รักษาอะมานะฮฺ พูดแล้วต้องปฏิบัติด้วยกับการแสวงหาความโปรดปรานจากอัลลอฮฺเท่า นั้น ต้องมีเจตนาที่บริสุทธิเพื่อพระองค์เท่านั้น ไม่หวังสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในดุนยา จะต้องเป็นทุกอย่างของพี่น้องมุสลิมในประเทศไทย
อย่างที่สามคือ จุฬาราชมนตรีจะต้องเป็นผู้ที่ผลักดัน ให้เกิดศาลชะรีอะฮฺขึ้นในประเทศไทย เพื่อผลประโยชน์ของพี่น้องมุสลิมที่จะต้องทำสิ่งใดที่เป็นไปตาม หลักการศาสนาในเรื่องของการแบ่งมรดก การลงโทษตามหลักการศาสนาในวาระต่างๆ เช่น มุสลิมที่ดื่มสุรา มุสลิมที่ทำซินา การจัดการมรดกตามหลักการอิสลาม การหย่า เป็นต้น
        อย่าง สุดท้ายคือ การได้มาของจุฬาราชมนตรีนั้น จะต้องได้มาอย่างใสสะอาด วิธีการที่ได้จุฬาราชมนตรีต้องชัดเจน และเป็นที่ยอมรับของพี่น้องมุสลิมทั้งประเทศ

        คุณ ธีรวุฒิ วงศ์เสงี่ยม นิสิตปริญญาโท สาขาการสอนภาษอาหรับ มหาวิทยาลัย อิสลามยะลา อยากได้จุฬาราชมนตรีที่เป็นผู้นำที่สามารถแนะนำอิสลามที่ ถูกต้องให้กับสังคมมุสลิมได้ เข้ามาแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งในสังคมมุสลิมเอง เช่น ปัญหายาเสพติด, ปัญหาชู้สาว, การเที่ยวเตร่ของวัยรุ่น ฯลฯ หรือปัญหาระหว่างคนต่างศาสนิก อาจมีทั้งการสร้างความเข้าใจต่ออิสลามที่ถูกต้องแก่พวกเขาและ สามารถปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของมุสลิมที่พึงได้รับเมื่อไปอยู่ใน องค์กรต่างๆ ในสังคมไม่ว่าจะในองค์กรของรัฐหรือเอกชนก็ตาม เช่น เรื่องการละหมาด, การคลุมหิญาบของสตรี, การถือศีลอด เป็นต้น
        ซึ่งหากอิสลามถูกทำความเข้าใจ โดยผู้ที่เป็นที่ยอมรับของสังคมไทยแล้วผมว่าทัศนคติของพวกเขาที่ มีต่อมุสลิมเราน่าจะดีมากกว่านี้

ผู้นำในทัศนะอิสลาม
        เชคริฏอ อะหมัด สมะดี ประธานกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ ระบุว่าผู้นำในหลักการศาสนา จะเป็นบุคคลที่มีความรับผิดชอบในหลายระดับ แต่ในทางรัฐศาสตร์ผู้นำจะรับผิดชอบตามกฏหมายเท่านั้น แต่ในทางอิสลาม ผู้นำนอกจะรับผิดชอบตามกฏหมายอิสลามแล้ว ยังต้องดูแลความเชื่อทางศาสนา และหลักการปฏิบัติของประชาชนด้วย ดังที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวตะอาลา ได้กล่าวไว้ในอัล-กุรอาน ความว่า "บรรดาผู้ที่เราให้เขามีอำนาจบนแผ่นดิน เขาเหล่านั้นจะดำรงซึ่งการละหมาด บริจาคซะกาต และปราบปรามความชั่ว เรียกร้องสู่ความดี" หมายความว่าผู้นำไม่ได้มีหน้าที่ดูแลเรื่องวัตถุเท่านั้น แต่ต้องดูแลถึงจิตวิญญาณของประชาชนด้วย ซึ่งถือเป็นความแตกต่างอย่างชัดเจนในบทบาทของผู้นำในทั่วไป กับผู้นำอิสลาม

        ในกรอบกว้างๆ ของผู้นำมุสลิม จะต้องดูแลให้ประชาชนใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงในด้านต่างๆ เช่นในด้านการบริโภค ด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา ในทำนองเดียวกันต้องอำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้มีคุณภายในด้านคุณธรรม ศีลธรรม และจริยธรรม

        โดยผู้นำจะต้องทำหน้าที่ดูแลให้ประชาชนได้ปฎิบัติศาสนกิจอย่างถูกต้อง ดูแลให้ประชาชนออกห่างจากอุตริกรรมที่ไม่มีในศาสนา

        ซึ่งอิหม่ามนาวาวีย์ ปราดคนสำคัญในมัสฮับ ซาฟีอีย์ ได้ระบุถึงหน้าที่ของผู้นำไว้ว่า "ต้องเป็นผู้นำที่ต่อสู้ดิ้นรนเพื่ออิสลาม และสนับสนุนแนวทางของท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลลั้ลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม"

        โดยสำหรับบ้านเราซึ่งยึดถือตามแนวทางของมัสฮับซาฟีอีย์แล้วการระบุถึง หน้าที่ของผู้นำเช่นนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญ ซึ่งผู้นำต้องอยู่ในแนวทางของมัสฮับนั่นคือการสนับสนุนแนวทางของท่านนบีมู ฮัมหมัด ศ็อลลั้ลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม

        ขณะที่โดยทั่วไปเราไปเข้าใจว่าตำแหน่งผู้นำในสังคมนั้นมีหน้าที่ในการ ปฏิบัติตามบทบาทที่ถูกระบุในกฏหมายเท่านั้น ซึ่งนั่นไม่สอดคล้องกับความยิ่งใหญ่ของผู้นำในศาสนาอิสลาม

        แน่นอนในเบื้องต้นผู้นำต้องปฎิบัติในบทบาทตามกฏหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่ต้องปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามหลักอิสลาม ที่ไม่มีระบุไว้ในกฏหมาย หากปฏิบัติหน้าที่เพียงแค่ในกฏหมายกำหนด ผู้นำเหล่านั้นก็ไม่ต่างอะไรกับนักการเมือง ซึ่งไม่ถือเป็นผู้นำในด้านศาสนา อย่างที่เราต้องการเห็นในสังคมโดยเฉพาะหน้าที่ในด้านศาสนา ซึ่งก็มิใช่เพียงแค่การนำละหมาดเท่านั้น แต่เขายังต้องดูแลด้านอื่นๆ ด้วยอาทิต้องดูแลสรรบุรุษว่า มีการติดยาเสพติดบ้างหรือไม่ มีการปฏิบัติขัดกับหลักการศาสนาหรือไม่ หรือแม้แต่การปฎิบัติตามหลักการศาสนา ก็ต้องดูแลว่าได้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดหรือไม่เป็นต้น ซึ่งผู้นำจะต้องคอยตักเตือน ดูแล สรรพบุรุษให้อยู่ในกรอบของอิสลาม ดังเช่นในสมัยบรรพชนอิสลาม ที่บรรดาคุลาฟาฮฺ ได้ดูแลประชาชนถึงบ้าน ซึ่งนั้นคือสิ่งที่เราอยากเห็นผู้นำมุสลิมเช่นนี้

การสรรหาผู้นำตามหลักอิสลาม
        เชคริฏอ ยังได้กล่าวถึงปรัชญาในการเลือกผู้นำในระบอบอิสลาม เมื่อเทียบกับระบบปัจจุบันว่า การเลือกตั้งในรัฐศาสตร์อิสลาม มีความแตกต่างกับการเลือกตั้งในระบบประชาธิปไตยดังที่ระบุใน พรบ.การบริหารกิจการศาสนาอิสลาม 2540 โดยจำแนกได้อย่างกว้างๆ

        1. ระบอบประชาธิไตยให้ประชาธิปไตยกับประชาชน แต่ระบอบอิสลามได้ให้อธิปไตยต่อพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งผู้มีอำนาจสูงสุดในการบรรญัติหลักการและกฏหมายต่างๆ

        2. ระบอบอิสลามจะคุณสมบัติของผู้นำด้านศีลธรรม และคุณธรรม (ดังกล่าวข้างต้น) เช่นผู้นำในระบบอิสลามต้องมีการดำรงไว้ซึ่งการละหมาด ปฎิบัติตามหลักการศาสนาอย่างเคร่งครัด และต้องออกห่างจากข้อห้ามต่างๆ ตามหลักการศาสนา ซึ่งในประชาธิปไตยไม่ได้คำนึงถึงประเด็นดังกล่าว เช่นผู้ที่กินเหล้า ทำซินา มีพฤติกรรมทุจริต ก็ยังสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้

        ซึ่งจะเห็นได้ว่าคุณสมบัติของผู้นำที่ถูกระบุใน พรบ.การบริหารกิจการศาสนาอิสลาม นั้นได้ระบุว่า อิหม่า กรรมการมัสยิด กรรมการอิสลามประจำจังหวัด กรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย และจุฬาราชมนตรี ต้องเป็นผู้ปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัด แต่ยังคงขาดคุณสมบัติสำคัญหลายประการที่มีความจำเป็นในหลักการศาสนา เช่นไม่มีระบุคุณสมบัติด้านความรู้ความสามารถในการเป็นผู้นำ ทำให้ปัจจุบันเราได้เห็นว่าคนที่ไม่มีความรู้ในด้านศาสนาเลยก็สามารถดำรง ตำแหน่งกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยได้ ซึ่งส่วนมากเป็นนักธุรกิจ หรือผู้มีอำนาจทางการเมือง

        การเลือกตั้งในระบอบอิสลามนั้น ผู้ที่จะเป็นผู้เลือกตั้งก็ต้องมีคุณสมบัติด้านคุณธรรม เช่นคนที่มีความบกพร่องในด้านการปฏิบัติศาสนกิจ เช่นดื่มเหล้า ละทิ้งละหมาด จะไม่มีสิทธิร่วมในการเลือกตั้ง ซึ่งตามหลักการแล้วผู้ที่จะเป็นผู้เลือกตั้งไม่จำเป็นจะต้องเป็นชาย หรือหญิงเท่านั้น หรือว่าผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ทุกคนมีสิทธิเหมือนกันหากว่าเขามีคุณสมบัติด้านศีลธรรม และคุณธรรมดังกล่าว

        3. บทบาทของสภาชูรอ หรือที่ปรึกษาของผู้นำ ซึ่งในปัจจุบันในทางกฎหมายยังไม่เอื้อให้มุสลิมมีสภาชูรอ ทั้งที่ในการบริหารราชการในระดับประเทศได้มีการกำหนดฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลากร แต่ในระบอบอิสลามกลับมีเพียงฝ่ายบริการ ก็คือกรรมการมัสยิด กรรมการจังหวัด หรือกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งทำหน้าในการบริหารงาน เลือกสรรกันเองเป็นผู้นำ ตัดสินข้อบรรญัติทางศาสนา และตรวจสอบตัวเองในการบริหารงาน ซึ่งคุณสมบัติเช่นนี้คงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นสภาชูรอ ของสังคมมุสลิมในประเทศไทย และที่น่าเสียใจคือตำแหน่งเล่านี้กลายเป็นตำแหน่งทางการเมือง มีการหาเสียง มีการแข่งขันกันเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งตามที่ตนต้องการตามแบบอย่าง ประชาธิปไตย ซึ่งในระบบอิสลามผู้ที่แสวงหาตำแหน่งจะเสนอตัวไม่ได้ และหากมีการเสนอตัวก็ไม่สามารถเลือกคนเหล่านั้นเป็นผู้นำได้ เพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่งนั้นๆ

นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติของผู้เลือกตั้ง และผู้ถูกเลือกตั้ง ในทางศาสนามีอยู่ 2 ประการสำคัญ
        1. อัตตักลีก หมายถึง บุคคลที่บรรลุศาสนาภาวะ(มีอนุจิเคลื่อน) และเป็นผู้มีสติปัญญาสมบูรณ์
        2. อาดาละห์ หมายถึง มีคุณธรรม โดยอุลามะฮฺได้ให้นิยามไว้อีกว่า ต้องเป็นผู้ที่ปฏิบัติศาสนากิจที่ต้องเปิดเผย(เช่นการละหมาดฟัรดู การถือศีลอด)อย่างเคร่งครัด ไม่กระทำปาบใหญ่อย่างเปิดเผย(เช่นดื่มเหล้า) ไม่ประพฤติสิ่งน่ารังเกียจต่อสังคม(เช่นเป็นคนขี้เหนียว เป็นคนโหดร้าย ไม่เมตราต่อเด็กๆ เป็นต้น)

        ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะถูกรับรองโดยสภาชูรอ ซึ่งเมื่อถูกรับรองแล้ว ก็สามารถปรึกษาหารือกันว่าจะเลือกใครคนใดคนหนึ่งในหมู่ผู้ถูกรับรองขึ้นเป็น ผู้นำ โดยการที่จะใช้ระบบเสียงส่วนมากเลือกผู้นำในสามารถกระทำได้ในระบอบอิสลาม โดยมิได้ถือว่าเป็นการเลียนแบบระบอบประชาธิปไตยตามที่ส่วนมากเข้าใจกัน แต่ผู้ที่ได้รับการรับรองด้วยคะแนนเสียงนั้นต้องมีคุณสมบัติตามที่ได้กล่าว มาแล้วข้างต้นก่อน ซึ่งในสมัยของท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลลั้ลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ก็เคยให้มีการออกเสียงในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติ เป็นเรืี่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติทางสังคม มาก่อนแล้ว

        สรุปคือการเลือกตั้งในระบอบอิสลามจะเน้นเรื่องคุณธรรม และศีลธรรมเป็นสำคัญ แต่เราจะเห็นว่าในปัจจุบัน ผู้มีตำแหน่งต่างๆ ทั้งระดับมัสยิด จังหวัด หรือประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ NGO ไม่ค่อยคำนึงถึงคุณสมบัติเหล่านี้ ซึ่งส่วนมากจะมีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่าน่าเป็นห่วงต่อการแสดงภาวะผู้นำในสังคมมุสลิมไทย

        สำหรับตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ซึ่งมีความสำคัญสำหรับสังคมมุสลิมไทย ดังนั้นมุสลิมทุกคนในสังคมควรมีส่วนร่วมที่จะออกมาแสดงความคิดเห็น และแสดงความเป็นห่วงต่อการได้มาซึ่งผู้นำในตำแหน่งดังกล่าว เพื่อให้มีการดำเนินการที่สอดคล้องกับหลักการศาสนาอิสลามอย่างแท้จริง

        และในฐานะที่เป็นประธานกลุ่มมุสลิมเพื่อสันติ ที่ดำเนินกิจกรรมในการเรียกร้องสิทธิให้กับพี่น้องมุสลิม ขอแสดงความเป็นห่วงต่อตำแหน่งผู้นำต่างๆ ในสังคมที่อยากให้ผู้นำ และองค์กรมุสลิมมีคุณภาพมากขึ้น และหากเรายังเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านี้จะทำให้สีงคมเสียหายไปเรื่อยๆ และอยากฝากโครงการสำคัญๆ 3 โครงการกับจุฬาราชมนตรีท่านใหม่
        1. โครงการศาลชารีอะฮฺ
        2. โครงการพัฒนาศักยภาพ และคุณภาพ ของครอบครัวมุสลิมในประเทศไทย
        3. การฝืนคืนความยุติธรรมให้กับพี่น้องที่ถูำกอธรรมในภาคใต้

อาลัย จุฬาฯสวาสดิ์
        ทั้งนี้อดีตจุฬาราชมนตรีนายสวาสดิ์ สุมาลศักดิ์นั้น มีชื่ออิสลามว่า อะหมัด บิน มะห์มูด ซัรกอวี เกิดเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2459 ที่ จ.ฉะเชิงเทรา เป็นบุตรของฮัจยีมะมูด และนางเราะมาห์ สุมาลยศักดิ์ สมรสกับนางชื่่อ สุมาลยศักดิ์ (ถึงแก่กรรม) และได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด จำนวน 29 จังหวัด และได้รับ พระบรมโองการแต่งตั้งเมื่่อวันที 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2540

        ประวัติด้านสังคม : เป็นรองประธานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กรรมการกลางอิสลามประจำจังหวัดพระนคร เป็นหัวหน้าคณะธรรมทูตอิสลามของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นอาจารย์สอนที่โรงเรียนอิสลามวิทยาลัยแห่งประเทศไทย นอกจากนั้น ยังเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ 2 สมัย และสมาชิกสภาเทศบาลกรุงเทพฯอีก 2 สมัยด้วย

        ทั้งนี้ท่านได้ใช้เวลาไปกับการศึกษาศาสนาทั้งในประเทศไทยและนครมักกะห์ ทั้งสิ้นประมาณ 17 ปี

        ผลงานเด่น : นายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี ได้มีผลงานชื้นสำคัญโดยได้ออกฟัตวาเรื่องบุหรี่ เมื่อปี 2549 โดยระบุว่า การ สูบบุหรี่ ถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม (ฮารอม) เพราะเป็นที่ปรากฏแน่ชัดว่า การสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อผู้สูบ และบุคคลใกล้ชิด


Chat module by BoWoB Chat for Drupal