อัยการจังหวัดปัตตานียื่นฎีกาคดีฆ่า "รพินทร์ เรือนแก้ว" ผู้พิพากษาศาลปัตตานีเมื่อปี 2547 หลังศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องจำเลย “อับดุลเลาะห์ ปะชี” เหตุพยานโจทก์ขาดความเชื่อมโยง ไร้พยานวัตถุสำคัญ "หมวกกันน็อค" ที่ตรวจพบดีเอ็นเอคนร้าย แต่กลับไม่มีระบุในบัญชีวัตถุพยาน
ทองล้มทั้งยืน แถมรัวกระสุนใส่รถนายกเทศมนตรีเปิดทางหนี
พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานีได้ยื่นฎีกาในคดีฆ่า นายรพินทร์ เรือนแก้ว ผู้พิพากษาศาลจังหวัดปัตตานีแล้ว หลังจากเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2551 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้อง นายอับดุลเลาะห์ ปะชี ช่างแกะสลักเฟอร์นิเจอร์ อยู่เลขที่ 57/1 ต.ปะกาฮะรัง อ.เมือง จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว
คำฟ้องของอัยการที่ยื่นต่อศาลจังหวัดปัตตานี (ศาลชั้นต้น) สรุปว่า เมื่อเดือน ก.ค.- 17 ก.ย.2547 ต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวกที่ยังอยู่ระหว่างการหลบหนี สมคบกันก่อการร้ายโดยเป็นสมาชิกของกลุ่มบุคคลไม่ทราบชื่อซึ่งปกปิดวิธีการและมีความมุ่งหมายใช้กำลังประทุษร้าย ฆ่า และลอบฆ่าเจ้าพนักงานของรัฐและประชาชน เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความกลัวในหมู่ประชาชน
โดยเมื่อวันที่ 17 ก.ย.2547 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกอีก 3 คนซึ่งหลบหนีไป ได้ร่วมกันใช้อาวุธปืนพกปืนสั้นขนาด .38 ยิง นายรพินทร์ เรือนแก้ว ผู้พิพากษาศาลจังหวัดปัตตานีจำนวนหลายนัด กระสุนเข้าที่บริเวณลำตัวและศีรษะ เป็นเหตุให้ นายรพินทร์ เสียชีวิต โดยพวกจำเลยคบคิดกันวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำและไตร่ตรองไว้ก่อน
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมของกลางรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ หมายเลขทะเบียน กนร 877 ปัตตานี หมวกกันน็อค โทรศัพท์มือถือที่ใช้ติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ตายและแจ้งให้พวกจำเลยหลบหนี เหตุเกิดบริเวณสี่แยกไฟแดง ถนนโรงเหล้า ต.รูสะมิแล และ ต.สะบารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ แต่ให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณา จึงขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 83, 91, 135/1 และ 289
ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2550 ว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ให้ประหารชีวิต คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกไว้ตลอดชีวิต
ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ อ้างว่าขณะถูกจับกุมจำเลยกำลังไปแลกเหรียญเพื่อใช้โทรศัพท์หาเพื่อน โดยเมื่อถูกจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำร้ายร่างกาย ข่มขู่ให้รับสารภาพว่าร่วมกับพวกฆ่าผู้ตาย จำเลยทนความเจ็บปวดไม่ไหวจึงยอมรับสารภาพ และในชั้นสอบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ได้อ่านคำให้การให้ฟัง โดยขณะลงลายมือชื่อ จำเลยอยู่ในอาการสับสน ตกอยู่ในภวังค์ รู้สึกปวดศีรษะ ซึ่งลงลายมือชื่อเป็นไปตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดูเป็นตัวอย่าง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว เห็นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ นายรพินทร์ผู้ตายถูกคนร้ายหลายคนร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงหลายนัดจนถึงแก่ความตาย คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่
แม้โจทก์มีพยานจำนวน 3 ปาก (ขอสงวนรายชื่อ) ในละแวกที่เกิดเหตุเบิกความทำนองเดียวกันว่า ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด เมื่อหันออกไปดูเห็นคนร้ายขับรถจักรยานยนต์มา 2 คน ซึ่งหลังยิงปืนได้ขับหลบหนีไป โดยเห็นคนเจ็บถูกนำขึ้นรถพยาบาล และเห็นรถยนต์แบบขับเคลื่อนสี่ล้อและรถกระบะอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่พยานไม่ได้สังเกตหน้าคนร้ายและจดจำไม่ได้เพราะอยู่ในอาการตกใจ
ศาลเห็นว่าพยานทั้ง 3 ปากซึ่งอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุต่างไม่เห็นหน้าคนร้ายที่ร่วมกันยิงผู้ตาย และไม่ได้เบิกความว่าเห็นจำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุหรือมีส่วนร่วมกระทำผิดอย่างใดบ้าง ขณะที่พยานปากหนึ่ง (ขอสงวนชื่อ) ยังให้การในชั้นสอบสวนว่าไม่เห็นคนร้ายอีกคนหนึ่งซุ่มดูอยู่ที่ตู้โทรศัพท์และขับรถหนีตามคนร้ายที่ยิงผู้ตาย
ส่วนมารดาผู้ตาย (ขอสงวนชื่อ) เบิกความว่า ก่อนวันเกิดเหตุเห็นจำเลยมาดูลาดเลาอยู่หน้าบ้านผู้ตายช่วงเช้านานประมาณ 5 วัน ซึ่งวันเกิดเหตุเวลา 07.00 น.พยานเปิดประตูรั้วเพื่อให้ผู้ตายขับรถออกไปส่งบุตรตามปกติ ก็เห็นจำเลยอยู่ที่หน้าบ้านอีก และจำเลยทำเป็นไม่สนใจ แต่มารดาของผู้ตายให้การในชั้นสอบสวนว่า ช่วงเวลา 22.00 น.ก่อนเกิดเหตุ 2-3 วัน เห็นชายอายุประมาณ 20 ปีขี่รถจักรยานยนต์มาสังเกตการณ์ที่หน้าบ้าน โดยในวันเกิดเหตุเวลา 07.00 น. ขณะยืนอยู่บนบ้าน พยานเห็นจำเลยขี่รถจักรยานยนต์จอดคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ข้างถนน เห็นได้ว่าคำเบิกความของพยานปากนี้ล้วนขัดแย้งแตกต่างกับคำให้การชั้นสอบสวนโดยสิ้นเชิง จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้
นอกจากนี้ หลังจับกุมจำเลยได้ก็ไม่ปรากฏว่าพยานรายดังกล่าวไปชี้ตัวจำเลยเพื่อยืนยันว่าเป็นคนร้าย พยานหลักฐานโจทก์จึงขาดความเชื่อมโยงแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรในช่วงก่อนเกิดเหตุและวันเกิดเหตุ
เช่นเดียวกับเจ้าพนักงานตำรวจที่เบิกความเกี่ยวกับการตรวจสอบและเก็บพยานวัตถุ เช่น กระสุนปืน หมวกกันน็อค ตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่าบริเวณที่พบรถจักรยานยนต์และกระสุนปืนไม่พบพยานหลักฐานอื่นอีก โดยวัตถุพยานที่พบ 10 รายการไม่ปรากฏว่าพบหมวกกันน็อคในที่เกิดเหตุ แต่ในรายงานผลตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) บนหมวกกันน็อคซึ่งพบอยู่กับรถจักรยานยนต์เป็นของจำเลย แต่ไม่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ได้ยึดและเก็บหมวกกันน็อคไว้เป็นของกลางด้วย
ดังนั้นข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานโจทก์จึงแสดงให้เห็นว่า หมวกกันน็อคไม่ได้พบในที่เกิดเหตุตามที่รองผู้กำกับการสืบสวนสอบสวน สภ.เมืองปัตตานี เบิกความ แต่พบเพียงรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิที่จำเลยขับ และถูกยึดไปหลังถูกจับกุม และโทรศัพท์มือถือเท่านั้น
โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานนำสืบให้เห็นว่าจำเลยมีส่วนร่วมในการฆ่าผู้ตาย มีเพียงคำรับสารภาพในชั้นสอบสวน รวมถึงบันทึกนำชี้ที่เกิดเหตุพร้อมภาพถ่าย ซึ่งคำให้การในชั้นสอบสวนเป็นพยานบอกเล่าซึ่งต้องห้ามตามกฎหมายที่ไม่ให้รับฟังได้ตามลำพัง โดยจำเลยก็ให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณาว่าไม่ได้กระทำผิด และต่อสู้ว่าถูกขู่เข็ญทำร้ายร่างกายให้รับสารภาพ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรค 2 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น จึงพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องจำเลยข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่น โดยให้คืนรถจักรยานยนต์ และโทรศัพท์มือถือของกลางให้จำเลย แต่ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างฎีกา
2 weeks 6 days ก่อน
8 weeks 1 วัน ก่อน
12 weeks 1 วัน ก่อน
13 weeks 2 days ก่อน
14 weeks 1 วัน ก่อน
15 weeks 2 hours ก่อน
15 weeks 2 hours ก่อน
15 weeks 6 hours ก่อน
15 weeks 6 hours ก่อน
15 weeks 5 days ก่อน