“อาศีส พิทักษ์คุมพล” จุฬาราชมนตรีคนที่ 18 ของเมืองไทย กับความคาดหวังของคนชายแดนใต้

รายงานพิเศษ: 
สังคม
รายงานโดย: 
ปรัชญา โต๊ะอิแต โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา
นายอาศีส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรีคนที่ 18 ของเมืองไทย

          ม้วิกฤตการณ์ "สงครามกลางเมือง" ในกรุงเทพฯจะร้อนแรงเพียงใด แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าประเด็นที่พูดถึงกันมากไม่แพ้กันในสังคมมุสลิมขณะนี้ก็ คือ การสรรหาจุฬาราชมนตรีคนที่ 18 แทน นายสวาสดิ์ สุมาลยศักดิ์ อดีตจุฬาราชมนตรีที่ถึงแก่อนิจกรรม

          เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 พ.ค.2553 ที่ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ คลอง 9 จ.ปทุมธานี คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 39 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 716 คน จากทั้งหมด 751 คน ทะยอยไปลงทะเบียนเข้าร่วมการประชุมครั้งประวัติศาสตร์เพื่อเลือกจุฬา ราชมนตรีคนใหม่ โดยมี นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาจุฬาราชมนตรี นายมงคล สุระสัจจะ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการปกครอง และผู้แทนเอกอัครราชทูตประเทศมุสลิมเข้าร่วมสังเกตการณ์

          ทั้งนี้ คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดได้เสนอชื่อผู้เข้ารับการสรรหาเป็นจุฬา ราชมนตรีอย่างกว้างขวางถึง 9 คน ประกอบด้วย นายสมาน มาลีพันธ์ นายอาศีส พิทักษ์คุมพล นายวินัย สะมะอูน นายอรุณ อีซอ นายอรุณ บุญชม นายอิมรอน มะลูลีม นายทวี นภากร นายทองคำ มะหะหมัด และนายอรุณ วันแอเลาะห์

          อย่างไรก็ดี ตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 และกฎกระทรวง ระบุว่า หากมีผู้ได้รับการเสนอชื่อเกิน 3 คน จะต้องใช้วิธีสรรหา โดยการจับสลากเลือกตัวแทนจากคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด จังหวัดละ 1 คนเป็นกรรมการสรรหา เพื่อสรรหาผู้ได้รับการเสนอชื่อให้เหลือเพียง 3 คนโดยวิธีลงคะแนนลับ เมื่อได้ 3 ชื่อแล้ว ก็เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดลงคะแนนต่อไป

          ปรากฏว่า 3 ชื่อสุดท้าย ได้แก่ นายอาศีส นายทวี และนายสมาน

          ผลการลงคะแนนปรากฏว่า นายอาศีส พิทักษ์คุมพล ได้รับเลือกเป็นจุฬาราชมนตรีคนใหม่ โดยได้คะแนนสนับสนุนถึง 423 คะแนน หลังจากนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นจุฬาราชมนตรีต่อไป

 

เปิดปูมจุฬาราชมนตรีคนใหม่

          อนึ่ง นายอาศีส เป็นตัวแทนจากภาคใต้คนแรกที่ได้รับเลือกเป็นจุฬาราชมนตรี โดยเขาเป็นชาว จ.สงขลา อายุ 63 ปี ปัจจุบันเป็นรองประธานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นประธานชมรมคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ เป็นยังเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาด้วย

          นายอาศีส เป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากทั้งแวดวงราชการและภาคประชาชน ทั้งยังดำรงตำแหน่งสำคัญๆ มากมาย อาทิ ที่ปรึกษาสภาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ของศูนย์อำนวยการบริหาร จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เคยร่วมเป็นคณะกรรมการอิสระไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์วันที่ 28 เม.ย.2547 (เหตุการณ์กรือเซะ) และเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่หน้า สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2547 หรือเหตุการณ์ตากใบ

          ผลงานล่าสุดที่โดดเด่นอย่างยิ่งก็คือ โครงการก่อสร้างมัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา งบประมาณกว่า 143 ล้านบาท ซึ่ง นายอาศีส เป็นแกนกลางคนสำคัญที่ทำให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจกันทั้งภาครัฐ ฝ่ายการเมือง ภาคเอกชน และประชาชน กระทั่งโครงการประสบความสำเร็จ

 

วอนจุฬาราชมนตรีให้ความ สำคัญ“ไฟใต้”

          สำหรับ ความรู้สึกของพี่น้องมุสลิมในจังหวัดชายแดนใต้ที่มีต่อจุฬาราชมนตรีคนใหม่ นั้น เท่าที่ “ทีมข่าวอิศรา” สำรวจความคิดเห็นก็พบว่าส่วนใหญ่คาดหวังในตัวผู้นำสูงสุดในกิจการศาสนาอิส ลามของประเทศไทยกันไม่น้อยทีเดียว

          นายอับดุลเลาะ ตาเยะ ชาว อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี กล่าวว่า จุฬาราชมนตรีนั้นถือเป็นอามีรฺ หรือผู้นำสูงสุดของพี่น้องมุสลิมในประเทศไทย ฉะนั้นจุฬาราชมนตรีจะต้องเป็นผู้ที่ยึดถือหลักการอย่างชัดเจน และสนองตอบการแก้ไขปัญหาของพี่น้องมุสลิม

          “ผมอยากให้ท่านจุฬาราชมนตรีคนใหม่เพิ่มบทบาทการทำงานให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย โดยสร้างการมีส่วนร่วมและลงพื้นที่บ่อยๆ เพื่อจะได้ทราบสถานการณ์และรับรู้ถึงความเดือดร้อนของชาวบ้าน เพราะที่ผ่านมาประชาชนสามจังหวัดมองว่าจุฬาราชมนตรียังไม่มีบทบาทตรงนี้เท่า ที่ควร จากที่ได้พูดคุยกันในวงน้ำชา ชาวบ้านส่วนใหญ่รู้จักบทบาทของจุฬาราชมนตรีเพียงแค่การประกาศวันถือศีลอดและ วันรายอเท่านั้น ส่วนบทบาทอื่นที่สมควรจะมีมักไม่ค่อยมี”

          “นอกจากนั้นยังอยากให้จุฬาราชมนตรีมีส่วนร่วมทางการเมือง แต่ต้องไม่ผูกติดกับนักการเมือง มีความอิสระจากกลุ่มการเมืองต่างๆ และเดินหน้าเรื่องสินค้าฮาลาลให้ได้มาตรฐานสากล”

          นางเจ๊ะรูฮาณี ลอแบลูวง แม่บ้านจาก ต.สะบารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี ให้ความเห็นคล้ายๆ กันว่า อยากให้จุฬาราชมนตรีคนใหม่มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดมากกว่าที่ผ่าน มา อย่าหลงในตำแหน่งจนไม่กล้าลงพื้นที่เพื่อเรียนรู้ปัญหาและรับทราบข้อเท็จ จริง

          นายอาดือนัน ซาการียา เด็กหนุ่มจาก อ.รามัน จ.ยะลา กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นคนสามจังหวัด ก็อยากให้จุฬาราชมนตรีสนใจปัญหาภาคใต้มากๆ และมีใจเป็นกลาง ร่วมแก้ไขปัญหาด้วยความเป็นธรรม

 

ภารกิจลดขัดแย้งทั้งระดับชาติ และระดับพื้นที่

          ขณะที่ อัฮหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง นักวิชาการด้านสันติวิธี และอดีตกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) กล่าวว่า จุฬาราชมนตรีจะต้องเป็นแบบอย่างในหลักการของอิสลาม เป็นแบบอย่างในการบริหารกิจการอิสลามของประเทศและอุมมะฮฺ (ประชาชาติ) ด้วยความชาญฉลาด เสียสละ เข้มแข็ง ไม่โอนอ่อนตามกระแสการเมืองทั้งในและนอกประเทศ ไม่ยึดติดกับอำนาจ และไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้องจากอำนาจหน้าที่ที่สูงส่งนี้ ที่สำคัญคือต้องมีภาวะผู้นำเพียงพอที่จะสามารถชี้นำหลักชัยแห่งอิสลามทั้งใน สังคมมุสลิมและสังคมทั่วไปได้อย่างไม่มีข้อสงสัย

          “อย่าได้มองและเข้าใจเอาเองว่าผู้ที่เป็นจุฬาราชมนตรีมีหน้าที่รับผิดชอบตาม กฎหมาย (พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540) เท่านั้น เพราะหน้าที่หลักที่แท้จริงคือการรักษา ปกป้อง เสริมสร้างศักดิ์ศรี และยกระดับดัรญัด (สถานภาพ) ความเป็นมุสลิมที่สมบูรณ์แบบบนหน้าแผ่นดินของพระองค์ต่างหาก”

          “ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ จุฬาราชมนตรีจะต้องกล้าหาญในการชูธงความเป็นมุสลิมในประเทศนี้อย่างสม ศักดิ์ศรีและเต็มเปี่ยมด้วยเกียรติภูมิอันสูงสุด ด้วยวุฒิพิสัยที่ทรงคุณค่า ทัศนวิสัยที่กว้างไกลบนพื้นฐานความรู้ทางศาสนาอย่างแตกฉาน มือและความคิดจะต้องประสานสิบทิศ ลดสารพันความขัดแย้งของสังคมประเทศให้น้อยลงและหมดสิ้นอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากคนในประเทศและโลกมุสลิมอย่างแท้จริง”

          นับเป็นความท้าทายของจุฬาราชมนตรีคนใหม่ในบริบทความ ขัดแย้ง...ทั้งในระดับชาติและจังหวัดชายแดนภาคใต้!

ขอความกรุณาเขียนข่าวด้วยมือของคุณเองครับ

อ่านข่าวในแต่ละหัวข้อของข่าวส่วนใหญ่แล้วทางเวปมาสเตอร์ จะ coppy จากที่อื่นมาแทบทั้งนั้นยังไงแล้ว ถ้ามีใจรักที่จะเป็นนักสื่อสารมวนชนแล้วละก็ พยายามเขียนข่าวของตัวเองดีกว่านะครับ ไป coppy ข่าวเค้ามามันทำให้เวปไซร์ของคุณไม่มีความน่าเชื่อถือไม่มีบุคลากรที่ความสามารถ เพราะแนวทางของนักข่าวและนักสื่อสารมวนชนนั้นเค้าไม่ทำกันอย่างนี้หรอกนนะครับ มันรู้สึกว่า เป็นนักเรียนที่ยังมีนิสัยชอบลอกการบ้านเพื่อน แล้วส่งให้อาจารย์ประมาณนั้นแหละ นี้มันเป็นการทำงานไม่ใช่การเรียนนะครับ ยังไงแล้วปรับปรุงและค้นหาตัวเองให้เจอนะครับ เพราะผมเองก็ไม่ชอบอ่านข่าวที่ coppy มาครับผม เพราะรู้สึกว่ามันเหมือนกับการทำงานบนหลังคน และรู้สึกเป็นพวกกินแรงคนอื่น ฝากด้วยนะครับ

น้อมรับคำแนะนำ

       ขอน้อมรับคำแนะนำของ คุณคนอ่านข่าว ที่ไม่เปิดเผยตัว อย่างเต็มใจครับ เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงในการทำงานของเราต่อไป แต่ขอชี้แจงในส่วนความเข้าใจของท่านที่น่าจะผิดพลาดอันเนื่องจากการใช้อารมณ์และอคติครอบงำความคิด ในเรื่องของการ coppy ซึ่งคล้ายกับการขโมยผลงาน แต่ทว่าการดำเนินการของเราได้มีการประสานงาน และอ้างอิงถึงที่มาที่ไปของข่าวสาร และบทความต่างๆ อย่างชัดเจน ซึ่งต่างกับสิ่งที่ท่านสรุปมาในความคิดของท่านครับ

ให้กำลังใจ

ขอเป็นกำลังใจให้ทีมงานครับให้สู้ต่อไปครับ, เห็นด้วยครับที่เราพร้อมจะรับฟังทุกความคิดเห็นแล้วนำมาพิจารณาเอาเหตุและผลมาปรับปรุงใช้อีกที ส่วนอย่างอื่นที่เหลือก็ทิ้งไปได้เลยครับ

ขออัลลอฮฺตอบแทนความดีของผู้ที่บริสุทธิ์ใจและทำงานเพื่อพระองค์


Chat module by BoWoB Chat for Drupal